เรื่องเล่าชาวล้านนาที่วัดภูมินทร์


นภสร ไชยคำภา

พระอุโบสถวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
-------------------------------

จิตรกรรมและประติมากรรมในวัดภูมินทร์สะท้อนเรื่องราวของชาวล้านนาที่เมืองน่าน

จังหวัดน่าน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่อุดมด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาในแถบล้านนาตะวันออก สะท้อนออกมาให้เห็นด้วยแหล่งธรรมะอย่างวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย ชาวล้านนาแต่เดิมมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและดำเนินชีวิตไปตามทางในหลักของพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตของชาวเมืองน่านในวันนั้น เราสามารถรับรู้ได้ด้วยปลายพู่กันบนจิตรกรรมฝาผนังของ 'วัดภูมินทร์' ในวันนี้


'วัดภูมินทร์' ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญของจังหวัด ตามประวัติพงศาวดารเมืองน่านได้ระบุไว้ว่า วัดแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เจ้าผู้ครองเมืองน่าน สร้างหลังจากที่ครองเมืองได้ 6 ปี เมื่อพ.ศ.2139 แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า 'วัดพรหมมินทร์' ภายหลังได้เพี้ยนกลายเป็น 'วัดภูมินทร์' ในที่สุด


สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี้คือสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยมีอาคารหลักที่ใช้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ประธาน อาคารด้านทิศตะวันออก - ตะวันตกเป็นพระวิหาร และอาคารทิศเหนือ - ใต้ เป็นพระอุโบสถมีประตูเปิดได้ทั้ง 4 ทิศ และมีพระประธานองค์ใหญ่แบบสุโขทัย 4 องค์ มีชื่อเรียกว่า 'พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี' ซึ่งหันพระพักต์ไปยังประตูในแต่ละด้าน มีเจดีย์อยู่ตรงกลางเป็นหลักของเขาพระสุเมรุ แสดงถึงทั้ง 4 ทวีปตามความเชื่อพระไตรปิฎก


นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือ 'ฮูปแต้ม' ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่รอบพระอุโบสถ ภาพเขียนบอกเล่าเรื่องราวนิทานชาดกตามพระพุทธศาสนา เกี่ยวข้องกับเรื่องนรก สวรรค์ บาป บุญ ซ้ำยังสะท้อนเรื่องราวของความเป็นอยู่ท้องถิ่นของชาวน่าน วิถีชีวิต การเลือกคู่ครองของชาวไทลื้อในสมัยอดีตกาล โดยภาพที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามมากที่สุดในทั้งหมดนั้นคือภาพของปู่ม่าน ย่าม่าน คล้ายเป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวล้านนาในอดีต


'ปู่ม่าน-ย่าม่าน' ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่คล้ายเป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวล้านนาในอดีต
-----------------------------------


อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม นักวัฒนธรรมสายเลือดน่านได้เล่าว่า จิตกรรมฝาผนังที่อยู่ในวัดภูมินทร์เป็นภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตเก่าแก่ของคนเมืองน่าน อย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาจะเป็นภาพเขียนนิทานพระพุทธชาดก จันทกุมารชาดก ซึ่งแตกต่างจากที่วัดอื่นตรงที่ถึงแม้จะมีภาพวาดตามชาดก แต่ก็ได้อารมณ์การดำเนินชีวิตของคนเมืองน่าน ภาพวาดจากเรื่องพัทธณกุมารเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนล้านนาสมัยก่อนที่ว่า ผู้หญิงต้องทอผ้าเป็น หากทำไม่เป็นก็จะไม่มีใครเลือกไปออกเรือน หรือการที่บุรุษต้องสักยันต์เพื่อแสดงถึงความเป็นชายชาตรี นอกจากนี้ยังสอดแทรกเรื่องราวคติธรรมชีวิต และได้เขียนเล่าไปถึงตอนที่ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งกรมสุนในประเทศช่วงยุคของการล่าอาณานิคมสมัยนั้นไว้ด้วย


สำหรับผู้วาดภาพจิตกรรมบนฝาผนังวัดภูมินทร์ทราบชื่อคือ 'ทิดบัวผัน' หรือชื่อเรียกทางเหนือว่า 'หนานบัวผัน' ศิลปินพื้นบ้านล้านนาที่ได้วาดภาพในวัดหลวง จึงทำให้เห็นว่าเป็นภาพวาดนั้นเป็นฝีมือของช่างชาวบ้าน ส่วนเทคนิคเรื่องการวาดภาพและการใช้สียังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไปว่า เหตุใดในสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนช่าง หนานบัวผันกลับใช้เทคนิคการวาด การผสมสี และใช้สีเป็น คาดกันว่าอาจเป็นเทคนิคที่ได้มาจากช่างเมืองหลวง หรือแท้จริงอาจเป็นเทคนิคดั่งเดิมของชาวเมืองเหนือ และหากสังเกตจะเห็นว่าสีที่ใช้วาดนั้นซึมลึกและไม่ทรุดโทรมเหมือนฝาผนังที่ทา

นอกจากจิตกรรมฝาผนังแล้ว สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี้คือประติมากรรมรูปปั้นพญานาค หรือที่เรียกกันว่า 'นาคสะดุ้ง' อันมีความเชื่อว่าพญานาคนั้นมีหน้าที่คอยปกปักรักษา ซึ่งศิลปินหลายคนยอมรับว่าหากจะหาพญานาคที่ปั้นได้อย่างมีพลังเสมือนพญานาคที่วัดภูมิมินทร์นั้นหาได้ยากยิ่ง




ภาพสะท้อนวิถีชีวิตในอดีต
-------------------------------


“อาจารย์ถวัล ดัชนีเคยบอกว่า รูปปั้นนาคที่นี้นั้นงาม เป็นสุดยอดของช่างปูนปั้น ไม่ใช่เป็นเพียงปูนแต่แสดงออกถึงพลังเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่านาคนี้เฝ้ารักษาวัดภูมินทร์ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อที่ว่าหากได้ลอดท้องนาคที่นี้จะไม่ตกอบายภูมิทั้ง 4 ซึ่งเกี่ยวโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา นาคที่นี้จึงเป็นเหมือนต้นแบบของนาคในหลายๆ วัด” อาจารย์สมเจตน์กล่าว


การลอดท้องรูปปั้นพญานาควัดภูมินทร์ เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของชาวเมืองน่าน เป็นพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าใช้รักษาคนป่วยหรือโรคที่รักษาไม่หายในอดีต จะทำพิธีสืบชะตา โดยเอาเสื้อผ้าของคนป่วยไปลอดใต้ท้องพญานาค ถ้าไม่หายก็อธิฐานว่าขอให้จากไปด้วยความสงบ ทว่าจริงๆ แล้วอาจเป็นการสร้างกุศโลบายส่งเสริมจิตใจให้ผู้ป่วยเห็นว่าญาติพี่น้องไม่ทอดทิ้งกันแม้ยามเจ็บยามไข้ สำหรับชาวต่างเมืองที่ลอดก็เชื่อกันว่าจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้งหนึ่ง


จิตรกรรมและประติมากรรมในวัดภูมินทร์นั้น ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของชาวเมืองน่านล้านนาแห่งนี้ไว้มากมาย เป็นภาพเขียนที่ส่งสารบางอย่างถึงอนุชนรุ่นหลัง

ศิลปะภาพเขียนของ รพินทรนาถ ฐากูร


โดย ติฟาฮา มุกตาร์

รพินทรนาถ ฐากูร
--------------------------

รพินทรนาถ ฐากูร กวีและนักคิดชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักอ่านและผู้สนใจระบบการศึกษาทางเลือกของบ้านเรา หลายคนคงได้รับแรงบันดาลใจจากงานนิพนธ์คีตาญชลี พระจันทร์เสี้ยว บ้างขบคิดถึงอิสรภาพในระบบการศึกษาจากแนวคิดโรงเรียนใต้ร่มไม้ของศานตินิเกตัน ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง แต่อาจมีคนไม่มากนักที่รู้จักรพินทรนาถในฐานะจิตรกร หรือเคยผ่านตาภาพเขียนของท่านซึ่งถือว่าสำคัญต่อแวดวงศิลปะอินเดียสมัยใหม่

กวีชาวเบงกาลีท่านนี้เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม1861 ในตระกูลชนชั้นสูงของเมืองกัลกัตตา เป็นบุตรชายคนที่ 13 ของมหาฤษี เดเบนทรานาถ เทวี และชารดา เทวี ชีวิตในวัยเด็กของท่านแม้ค่อนข้างจำกัดบริเวณอยู่แต่ในคฤหาสห์โจราซังโกของตระกูล หากแวดล้อมด้วยกวีและศิลปิน เติบโตมากับเสียงดนตรี การร่ายกาพย์กลอน และวงวิวาทะของนักคิด หัวก้าวหน้าแห่งยุคสมัย

รพินทรนาถค่อนข้างเป็นขบถต่อการศึกษาในระบบและบรรยากาศการเรียนที่ทึบทึมของห้อง เรียนมาแต่เล็ก ท่านเข้าโรงเรียนจนถึงอายุ 13 ปีก็ออกมาแสวงหาความรู้จากการอ่านและเรียนจากครูพิเศษเฉพาะสิ่งที่สนใจ เช่น ดนตรี สันสกฤต วรรณคดีอังกฤษและเยอรมัน และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ต่อมาในปี 1901 ท่านก่อตั้งโรงเรียนเชิงทดลองขึ้นที่ศานตินิเกตัน ในอาศรมที่บิดาของท่านเป็นผู้ริเริ่มไว้ โรงเรียนดังกล่าวมุ่งหมายความใกล้ชิดระหว่างครูกับศิษย์ อิสรภาพในการเรียนรู้ และการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อันเป็นที่มาของชั้นเรียนใต้ร่มไม้ ซึ่งต่อมาเติบใหญ่ขึ้นเป็นมหา วิทยาลัยวิศวภารตี ภายใต้คำขวัญที่ว่า "รวงรังที่โลกมาพบกัน"

ในด้านงานประพันธ์ รพินทรนาถมีผลงานทั้งที่เป็นบทกวี บทเพลง เรื่องสั้น บทละคร งานชิ้นสำคัญที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดได้แก่รวมบทกวีชุดคีตาญชลี ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม ของโลกตะวันตก และได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปี 1913


ภาพลายเส้นรูปผู้หญิงที่เกิดจากการแก้ไขต้นฉบับรวมบทกวีชุด Puravi
--------------------------------


ภาพมนุษย์ปักษา
--------------------------------


ภาพผู้หญิงในชุดส่าหรีเขียนด้วยสีน้ำและหมึก
----------------------------------


ภาพเขียนผู้หญิง เทคนิคผสมสีน้ำ สีหมึก และพาสเทล
------------------------------------


ภาพใบหน้าคนเขียนด้วยหมึก
-------------------------------------


ภาพทิวทัศน์ซึ่งท่านรพินทร์มักชอบวาดในช่วงอรุณรุ่งหรืออาทิตย์อัสดง
-------------------------------------

สำหรับศิลปะภาพเขียนนั้น เป็นที่รู้กันว่าท่านมาให้ความสนใจจริงจัง เมื่อตอนอายุ 63 ปี แม้ ก่อนหน้านั้นจะมีหลักฐานภาพสเกตช์หน้าคนทั้งหมึกและดินสออยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในศิลปะภาพเขียนที่อาจเป็นอิทธิพลจากพี่ชายผู้เป็นจิตรกร แต่ท่านก็ยอมรับในเวลาต่อมาว่า ทุกครั้งที่พยายามจะวาดรูป ตนจะเสียเวลากับการลบเสียมากกว่าวาด จนกระทั่งปี 1924 ในช่วงพักฟื้น จากการป่วยระหว่างเดินทางเยือนละตินอเมริกาอยู่ในกรุงบัวโนสไอเรส โดยเป็นแขกรับเชิญของวิกตอเรีย โอคัมโป รพินทรนาถได้ประพันธ์และขัดเกลารวมบทกวีชุด Puravi จนเสร็จ จึงให้เกียรติมอบต้นฉบับแก่เจ้าบ้านได้อ่าน วิกตอเรียนอกจากจะประทับใจกับบทกวีเหล่านั้น ยังค้นพบว่ารูปเขียนและลายเส้นที่ท่านรพินทร์วาดทับปรับโยงขึ้นจากการแก้ไขถ้อยคำ ซึ่งแทรกอยู่ระหว่างวรรคตอนของบทกวี มีความงามดั่งภาพเขียนอยู่ในตัวเองและได้กล่าวชมแก่ท่าน

สิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านรพินทร์เริ่มวาดรูปอย่างจริงจังและวาดต่อเนื่องไปจนกระทั่ง เสียชีวิตในปี 1941 ด้วยอายุ 81 ปี ทิ้งผลงานภาพวาดลายเส้นและภาพเขียนไว้ถึงกว่า 2,000 ภาพ

นอกเหนือจากกำลังใจที่ได้รับจากเจ้าบ้านหญิงในบัวโนสไอเรส อิทธิพลทางอ้อมที่ทำให้ท่านรพินทร์หันมาใช้ภาพเขียนเป็นศิลปะการแสดงออกอย่างใหม่ อาจเป็นการได้สัมผัสกับงานศิลปะร่วมสมัยของยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และการพบ ปะกับศิลปินทั้งกลุ่มเบาเฮาส์ เอ็กซ์เพรสชันนิสต์ และเซอร์เรียลิสต์ ซึ่งต่างตั้งคำถามต่อขนบศิลปะดั้งเดิม และค้นหาแนวทางใหม่ที่พ้นไปจากการวาดตามหลักทัศนมิติ (perspective) และสีแสงเงาเหมือนจริง สิ่งนี้อาจทำให้ท่านรพินทร์รู้สึกเป็นอิสระ จากกรอบการเขียนภาพทั่วไป และกล้าที่จะใช้เส้นสีแสดงออกในหนทางของตนเอง แม้ว่าจะไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกปรือในศิลปะแขนงนี้มาก่อน

เมื่อย้อนสำรวจภาพเขียนของรพินทรนาถจะพบว่าแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคร่าวๆ ได้แก่ ลวดลาย และรูปเขียนที่เกิดจากการแก้ไขต้นฉบับงานเขียน ซึ่งต่อยอดไปสู่รูปลายเส้นที่ตั้งใจวาดบนกระดาษที่ไม่ใช่ต้นฉบับ ช่วงที่สามเป็นรูปเขียนสี และช่วงที่สี่เป็นการกลับมาเน้นการใช้หมึก เครยอง และลายเส้นสีเดียว

ในแง่ของรูปที่วาดพบว่าสองช่วงแรกจะเป็นลวดลายกึ่งเรขาคณิต บ้างกลายรูปเป็นนก ดอกไม้ หรือใบหน้าคนคล้ายหน้ากาก เหมือนภาพในจินตนาการหรือความฝันที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องราวในงานเขียน หากเป็นเรื่องของ 'จังหวะ' ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าบทกวี ดนตรี หรือภาพเขียน ดังที่ท่านรพินทร์เขียนถึงไว้ว่า "จังหวะเป็นเครื่องถ่ายทอดสิ่งที่อยู่เบื้องในสู่งานสร้างสรรค์... เส้นขีดฆ่าหรือรอยแก้ไขคำจึงมักทำให้ข้าพเจ้าขัดใจ เพราะมันแสดงถึงการผิดกาลเทศะ เหมือนฝูงชนเซ่อซ่าโผล่หน้ามาผิดที่ทางและไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหน แต่หากจังหวะแห่งการร่ายรำได้จุดประกายขึ้นในใจ ก็อาจช่วยให้พวกเขาเคลื่อนย้ายไปอย่างกลมกลืน รู้ทิศรู้ทาง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมักจะพยายามทำให้เส้นสายที่แก้คำผิดร่ายรำ โยงเชื่อมในจังหวะอันกลมกลืน และกลายรูปเป็นลวดลายที่งามตา"

สำหรับสองช่วงหลัง นอกเหนือจากนกและดอกไม้ ท่านยังชอบวาดภาพคน ภาพหุ่นนิ่ง (Still life) ของสิ่งของใกล้ตัว และภาพภูมิทัศน์ (landscape) ในกลุ่มภาพคน โดยเฉพาะผู้หญิง โครงร่างมักดูเหมือนห่มห่ออยู่ในผ้าผืนยาว เผยเพียงใบหน้าดูลึกลับ กึ่งเศร้ากึ่งเชื้อเชิญให้ค้นหาอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนงำ

ในปี 1930 ภาพเขียนของท่านได้รับการรวบรวมและตระเวนแสดงในหลายประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นันดาลัล โบส ศิลปินคนสำคัญในกลุ่ม Bengal School วิเคราะห์ถึงข้อเด่นในภาพเขียนของท่านรพินทร์ว่า มีลักษณะของการสื่อนัยมากกว่าการลงรายละเอียดเหมือนจริง ซึ่งตรงต้องกับหลักสุนทรียศาสตร์ ของอินเดียโบราณ ที่ให้ความสำคัญกับการบรรสานสอดคล้อง (resonance) ยิ่งกว่าถ้อยคำหรือความหมาย ภาพเขียนของท่านจึงมีชีวิต ดูจริงโดยไม่ต้องเหมือนจริง

รพินทรนาถเองเขียนถึงประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า "บ่อยครั้งผู้คนถามหาความหมายในภาพเขียนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่นิ่งเงียบ เฉกเช่นภาพเขียนเหล่านั้น ที่กำเนิดขึ้นเพื่อสื่อแสดงมิใช่เพื่ออรรถาธิบาย"

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ขณะที่กระแสชาตินิยมกำลังโหมแรง ทั้งในระดับประชาคมโลกที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในอินเดียที่เป็นแรงขับเคลื่อนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แวดวงศิลปะของอินเดียเองก็กำลังอยู่กับคำถามของความเป็นตะวันออก-ตะวันตก ศิลปินบางกลุ่มพยายามหนีห่างจากสไตล์เหมือนจริง (Realistic) ซึ่งเป็นสไตล์นำเข้าที่มาพร้อมกับเจ้าอาณานิคมอังกฤษและหลักสูตรศิลปะแบบตะวันตกที่สอนอยู่ตามวิทยาลัยศิลปะของรัฐบาล โดยกลับไปรื้อฟื้นศิลปะดั้งเดิมของตนทั้งในแง่สไตล์และโมทีฟ รพินทรนาถผู้เล็งเห็นพิษภัยของกระแสชาตินิยม และตระหนักว่าหายนะที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และความรุนแรงที่เกิดอยู่เนืองๆ จากขบวนการเรียกร้องเอกราช คือผลพวงด้านลบอันเป็นรูปธรรม ท่านจึงพยายามเน้นย้ำถึงความเป็นสากล ที่ตะวันออกและตะวันตก จักปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนสู่กันได้อย่างสร้างสรรค์

ในแง่ศิลปะ ท่านกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่าศิลปินควรสร้างสรรค์งานอย่างเป็นอิสระจากกรอบคิด ลัทธิความเชื่อ หรือแม้แต่เรื่องของอัตลักษณ์ว่าต้องเป็นอินเดียนตะวันออกหรือตะวันตก ด้วยเหตุนี้ภาพเขียนของท่านรพินทร์จึงปลอดซึ่งพันธนาการเหล่านี้และเผยแสดงเพียงการแสดงออกของปัจเจก จากภาวะเบื้องในอันเป็นสากล ทั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปะเพื่อศิลปะ

จากแง่มุมของประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาพเขียนของรพินทรนาถ ฐากูร มีลักษณะกึ่งแอ็บสแตร็คท์กึ่งเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ ซึ่งล้ำหน้ากว่าศิลปินกลุ่มอื่นๆ อยู่กว่าทศวรรษ ด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์ศิลป์บางคนจึงถือว่า ท่านเป็นศิลปินแนวแอ็บสแตร็คท์คนแรกของแวดวงศิลปะสมัยใหม่ของอินเดีย



Tagore (left) meets with Mahatma Gandhi at Santiniketan in 1940.
----------------------------------------------


Painting, inspired by Rabindranath Tagore


-----------------------------------------

Painting, inspired by a poem.(in acrylic, on paper)
Chain Of Pearls
BY
Rabindranath Tagore
-----------------------------------------


Rabindranath Tagore
Death scene
-------------------------------------


Rabindranath Tagore
Bird
-------------------------------------


Rabindranath Tagore
Head of woman, 1939
-------------------------------


rabindranath-tagore
portrait of a lady
-----------------------------------


Rabindranath Tagore
National Gallery of Modern Art, New Delhi
-----------------------------


Rabindranath Tagore in the Island of Birds
National Gallery of Modern Art, New Delhi
--------------------------


Composition
National Gallery of Modern Art, New Delhi
------------------------------


O' Master
-----------------------


*****
บทความที่เกี่ยวข้อง :
--บทสนทนาระหว่าง : รพินทรนาถ ฐากูล กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

supreme

supreme Author Archives Joined: 19 Dec 2006 Posts: 727
PostPosted: Mon Jul 04, 2011 9:16 pm |Message| Post subject: 150 ปีชาตกาล เมธีปราชญ์ตะวันออก 'รพินทรนาถ ฐากูร'Reply with quote

150 ปีชาตกาล เมธีปราชญ์ตะวันออก 'รพินทรนาถ ฐากูร'
โดย : ปริญญา ชาวสมุน




แม้เข็มนาฬิกาจะหมุนกี่หมื่นกี่แสนรอบ กาลเวลามิอาจทำลายคุณค่าแห่งเมธีปราชญ์ที่มีนามว่า รพินทรนาถ ฐากูร ได้

"...งานฉลองศตวรรษชาตกาลของท่านคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร ในปีพ.ศ.2504 ยูเนสโกได้เข้ามามีส่วนร่วม ขอให้รัฐบาลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในหน่วยงานนานาชาติแห่งนั้นมีส่วนร่วมฉลอง ในกรณีของไทย นับว่าน่ายินดีที่หม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรีได้ทรงมีส่วนร่วมอย่างน่าชื่นชม โดยที่พระองค์ท่านมีบทบาทสำคัญ ในการต้อนรับท่านรพินทรนาถเมื่อครั้งมาเยือนสยามในปีพ.ศ.2470 ในขณะที่พระองค์ท่านทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการหรือกระทรวงศึกษาธิการสมัยนี้ และในการเยือนสยามคราวนั้นท่านรพินทรนาถได้เข้าเฝ้าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่วังวรดิศ..."

นี่คือบางช่วงบางตอนจากปาฐกถา 'วรรณศิลป์ : รพินทรนาถ ฐากูร ที่ข้าพเจ้ารู้จัก' โดย ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ในงานชุมนุมเสวนา 'รพินทรวิถี คือรพีในดวงมาน' เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนบางอย่างกระจ่างชัดว่า รพินทรนาถ ฐากูร คือบุคคลสำคัญของโลกโดยแท้จริง ตราบจนปัจจุบันลุล่วงมาเกินกว่าศตวรรษแล้วที่รพินทรนาถได้มอบองค์ความรู้นานัปการให้มนุษยชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านผลงานด้านวรรณกรรมหลากหลายที่รู้จักกันดี อาทิ คีตาญชลี บทกวีจันทร์เสี้ยว บทละครเรื่องจิตรา เพลงชาติอินเดีย เรื่องสั้นราชาราชินี เรื่องสั้นนายไปรษณีย์ พระกรรณะกับนางกุนตี ฯลฯ

หนึ่งในผลงานของรพินทรนาถ ฐากูรที่โดดเด่นและมีมนตร์เสน่ห์ที่สุดกระทั่งเป็นที่ยอมรับระดับสากล จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจาก 'คีตาญชลี' (Gitanjali) เมื่อพ.ศ.2455 ซึ่งรพินทรนาถได้แปลบทกวีนิพนธ์เรื่องนี้ที่เขียนอุทิศให้แก่ภรรยาและบุตร 3 ใน 5 คนที่เสียชีวิตไปเป็นภาษาอังกฤษ แล้วรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นเล่ม หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา ขณะที่อายุได้ 52 ปี ราชบัณฑิตยสถานแห่งสวีเดนได้ประกาศจากกรุงสตอกโฮล์ม ก็ประกาศให้รพินทรนาถได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และนั่นก็นับว่าเป็นชาวเอเชียคนแรกที่รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ ปี 2535 ก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานของคุรุเทพผู้นี้อย่างยิ่ง เขาเล่าว่า เมื่อแรกเริ่มรู้จักชื่อรพินทรนาถ ฐากูร ท่านเป็นดั่งเครื่องมือที่ศักดิ์สิริใช้แสดงตัวตน เขามักจะถือคีตาญชลีแล้วพลิกปกให้คนอื่นเห็นว่าเขาอ่านหนังสือดีๆ เล่มนี้

"รพินทรนาถ ฐากูร กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผม ทั้งวิถีชีวิต วิถีคิดและวิธีคิด ผมก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไปที่เดินทางมาเรียนในสถาบันที่มีอิสระให้มาก นั่นคือเพาะช่าง จะใส่ชุดอะไรก็ได้ จะเรียนตอนไหนก็ได้ ผมพกคีตาญชลีเพียงเหตุผลเดียว คือเท่ ! สมัยก่อนจะพกหนังสือหนักๆ ไม่ใช่น้ำหนักมาก แต่เป็นหนังสือที่ปัญญาชนเขาอ่านกัน พวกโหลยโท่ยไม่อ่านหรอก เวลาพกก็จะไม่ใส่กระเป๋า ไม่ใส่ย่าม จะหนีบไว้ ผมพกคีตาญชลีด้วยความเขื่อง"

ต่อมาภายหลังพลังแห่งวรรณศิลป์ชั้นครูไม่ได้ส่งผลลัพท์แก่ศักดิ์สิริเพียงแค่คำว่า 'เท่' หรือ 'ความเขื่อง' เท่านั้น ทว่า กลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาสร้างสรรค์บทกวีชิ้นเยี่ยมเรื่อยมา ทั้งมุมมอง และกลิ่นไอ

"ผมเป็นศิษย์ท่านรพินทรนาถ ฐากูรด้วยประโยคเดียว คือ "พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นหรอก"

ในคีตาญชลี วันหนึ่งผมได้เป็นเพื่อนของเพื่อนที่จะไปขอพรพระพุทธชินราชเพื่อที่จะให้เขาสอบบรรจุทำงานได้ ก็ไปนั่งในอุโบสถ ข้างๆ ก็มีคนขอพร บางคนขอให้ถูกหวย บางคนก็ขอให้สอบได้ บางคนขอให้พ้นจากคดี บางคนขอให้ได้ที่ดินคืนกลับมาหลังจากถูกญาติโกงไป ผมสัมภาษณ์เป็นสิบๆ คนเลย พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ฉากหลังเป็นสีดำสนิท ฉากหลังนั่นทำให้องค์พระดูโดดเด่นงดงาม แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นอย่างผม ผมเห็นความงามของพระพุทธชินราชผมขนลุก ขณะเดียวกันมองออกไปเห็นไอแดดเต้นระยับอยู่ภายนอก ผู้คนขวักไขว่ แผงหวยเป็นร้อยแผง ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าถูกโกยออกไปหรือยัง นางละครก็รำอยู่ข้างนอก บางทีก็เข้ามารำอยู่ภายในวิหารเลย ตู้รับบริจาคอีกมากมาย ควันธูปโชยฟุ้ง ผมเห็นพระพักต์ของพระองค์พร่าเลือนไป สักพักน้ำตาของผมก็ไหล ไม่ได้เพราะความปีติ แต่เพราะควันธูป (หัวเราะ) ผมก็นึกถึงว่าพระพุทธชินราชท่านจะรู้สึกอย่างไรบ้างที่ถูกรมควันทั้งวันทั้งคืน ผมจึงแต่งกลอนบทนี้ขึ้น มันหลั่งไหลออกมาเอง จากประโยคเดียว "พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นหรอก" มาเป็นบทกวีชื่อว่า 'หนี' ไม่ใช่พระพุทธชินราชหนีหรอก ผมต่างหากที่หนี"

นอกจากศักดิ์สิริ มีสมสืบแล้ว หากนึกถึงนักเขียนไทยที่หลงใหลเลื่อมใสศรัทธาเมธีปราชญ์ผู้นี้ หนำซ้ำยังเคยแปลผลงานของรพินทรนาถอีกด้วย ซึ่งน้อยคนนักที่จะอาจหาญกล้าแปลบทรจนาของรพินทรนาถ ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนยากแก่การเข้าใจอย่างยิ่ง แต่ อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักแปลและนักเขียนอิสระ เจ้าของงานแปล 'ผู้สัญจรแห่งชีวิต' ก็พิสูจน์ให้เห็นแจ้งแทงตลอดแล้วว่า งานของรพินทรนาถที่ว่ายากก็ไม่เกินความสามารถและแรงศรัทธา ที่สำคัญคือความชื่นชอบ

"ตอนที่แปลงานของท่าน ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก คือผมชอบ" อนุสรณ์บอก

แม้เขาจะเป็นผู้แปลงานของรพินทรนาถ ฐากูร แต่เป็นเรื่องประหลาดที่เขาบอกว่าชื่อของรพินทรนาถไม่ได้อยู่คงทนถาวรในกมลสำนึกใดๆ ของเขา ทว่า บางขณะที่เขาถอยห่างไปไกลจากคุรุเทพผู้นี้ กลับฉุกคิดถึงคำนึงหาอย่างไร้เหตุผลรองรับ

"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านเลย หลังจากทำงานเสร็จแล้ว ท่านก็มลายหายไปจากรูปธรรมสู่นามธรรม ผมก็ลืมท่านไปหลายๆ ครั้ง และผมก็จำท่านได้ในหลายๆ ครั้ง มันเป็นเรื่องแปลก"

หรือเหตุผลแห่งการรับรู้อันชวนพิศวงนี้ก่อเกิดจากวรรณศิลป์อันทรงคุณค่า ซึ่งหาได้เพียงจากในงานขั้นเอกอุของรพินทรนาถเท่านั้น ดังที่อนุสรณ์กล่าวถึงว่า

"ท่านรพินทรนาถในฐานะที่เป็นบุคคลแทบไม่มีอิทธิพลใดๆ แต่ท่านรพินทรนาถที่เป็นกวี เป็นเสียง เป็นลมหายใจที่สะท้อนออกมา มันเหมือนก้องอยู่ตลอด"

และเสน่ห์อันฉกาจอีกประการที่จะกล่าวอย่างเรียบง่ายคือ ยากและซับซ้อน แต่นั่นก็เปรียบดั่งอัตตาของรพินทรนาถ ฐากูร แม้นงานประพันธ์ใดไร้ซึ่งอัตลักษณ์อันซับซ้อนนี้ ก็หาใช่การประพันธ์โดยเมธีปราชญ์ไม่ ดังนั้น จึงมีทั้งผู้ที่หลงใหลใคร่รัก และเดียดฉันท์ในเงื่อนงำ เพราะคร้านจะปลดแก้เงื่อนงำนั้น จึงส่งผลให้งานประพันธ์ของรพินทรนาถไม่ใช่งานตลาดๆ ที่ใครๆ ก็อ่าน เมื่อไม่มีคนอ่านก็ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ถ้าลองพลิกหน้ากระดาษเหล่านี้แล้ว สรรพวิทยาสารพันจะเปิดโลกทัศน์ให้จับจดอย่างวางไม่ลง...แม้ต้องครุ่นคิดติดตามบ้างในบางประโยค ก็พอจะทำให้ยอมรับในรสขมๆ ฝาดๆ นี้กระทั่งพอใจ และรักใคร่ได้เลยทีเดียว

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เล่าถึงคุณค่าที่เกินกว่ายอดจำหน่ายงานประพันธ์ของรพินทรนาถว่า "ภาษาของท่านคล้ายการถักโครเชต์ มันต้องไขว้แล้วก็ดึง...ต้องไขว้แล้วก็ดึง...มันมีจังหวะผูกรัดและมีจังหวะผ่อนคลาย มีจังหวะการพันธนาการและจังหวะการปลดปล่อย

งานของท่านรพินทรนาถไม่ใช่งานที่จะไปขายออกในเชิงพานิชย์ เพราะเป็นงานที่ต้องย่อย แต่ในแง่ของจิตใจ งานของท่านรพินทรนาถเป็นยิ่งกว่า Universal Best Seller หรือ International Best Seller คือไม่มีวันที่คุณจะทิ้งมันได้ ไม่ว่าคุณจะอ่านมันเมื่อไรก็จะรู้สึกว่ามันใหม่ มีงานไม่กี่ชิ้นในโลกที่เป็นอย่างนี้ เช่น เจ้าชายน้อย หรือเรื่องที่เราถือว่าคลาสสิค งานพวกนี้เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันใหม่ งานของท่านพูดได้เลยว่าไม่ใช่งานที่สนุก เป็นงานที่เราไม่สามารถพูดให้ใครซื้องานของท่านรพินทรนาถได้ แต่สำหรับคนที่ย่อยงานได้ จะรู้สึกว่าชีวิตมันมีหลักมีการ มีคุณค่า"

รพินทรนาถ ได้รับสมัญญานามจากผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาว่า "คุรุเทพ" รพินทรนาถเป็นทั้งนักปรัชญาพรหโมสมัช นักธรรมชาตินิยม และกวีภาษาเบงกาลี เท่านั้นยังไม่พอ คล้ายย้ำชัดถึงอัจฉริยภาพแห่งอัจฉริยบุคคล เพราะเขาเริ่มเขียนบทกวีครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี ครั้นอายุได้ 16 ปี ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่งานกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา 'ภาณุสิงโห' และเริ่มเขียนเรื่องสั้นกับบทละครในปี พ.ศ.2420 ในช่วงปลายของชีวิต รพินทรนาถต่อต้านการปกครองของรัฐบาลอังกฤษอย่างเปิดเผย และร่วมเคลื่อนไหวการประกาศเอกราชของประเทศอินเดีย ทั้งนี้ผลงานของเขายังคงสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน

รพินทรนาถเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง ละครเพลง และเรียงความมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง และเกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณ ซึ่งความสามารถด้านวรรณศิลป์ของท่านเกิดขึ้นเมื่ออายุเพียง 14 ปี รพินทรนาถเขียนเพลงปลุกใจ มีเนื้อหาพาดพิงถึงงานมหกรรม 'เดลฮีเดอบาร์' โดยดำริของลอร์ด ลิททัน ด้วยท่าทีเย้ยหยัน เพราะเป็นความสนุกสนานท่ามกลางภาวะขาดแคลนของประเทศในขณะนั้น ความโด่งดังและชั้นเชิงวรรณศิลป์ของรพินทรนาถทำให้ได้รับสมญานามว่า "เกอเธ่แห่งอินเดีย"

นอกจากงานกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง ยังมีสถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ที่รพินทรนาถเฝ้าฟูมฟักด้วยความเชื่อที่ว่า การจะเข้าถึงสภาวะสูงสุดของชีวิตได้นั้น ร่างกาย จิตใจ และโลก หรือจักรวาลต้องสัมพันธ์กัน การเรียนรู้อยู่แต่ในห้องเรียนตลอดเวลาไม่ก่อให้เกิดการศึกษาที่แท้จริงได้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาแห่งนี้จึงรายล้อมด้วยทุ่งโล่ง สนามหญ้า และต้นไม้นานาพรรณ มีห้องเรียนกลางสนาม ใต้ร่มต้นสาละ

อีกปัจจัยหนึ่งที่รพินทรนาถให้ความสำคัญมากคือ อิสรภาพ เพราะเขาไม่เชื่อกฏเกณฑ์อันเคร่งครัดในระบบการศึกษาแบบตะวันตกที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การศึกษาที่ดีในความคิดของรพินทรนาถนั้นต้องเป็นไปท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานและความสุข ซึ่งนั้นคือต้นแบบของโรงเรียนใต้ต้นไม้ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวิศวภารตีเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอินเดีย มีผู้คนสนใจเดินทางมาเรียนจากทั่วโลก อย่างไม่ขาดสาย ด้วยแรงศรัทธาในแนวคิดของ รพินทรนาถ ฐากูร เมธีปราชญ์แห่งตะวันออกผู้นี้

นอกจากนี้แล้ว คุรุเทพผู้นี้ยังถือว่าเป็นผู้สืบสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับอินเดีย โดยได้มีการตั้ง "อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ" และมีการเรียนการสอนภาษาสันสกฤตในประเทศไทย

ผศ.สาวิตรี เจริญพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเกี่ยวกับการมาเยือนสยามของรพินทรนาถ ฐากูรและการก่อตั้งอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะไว้ในปาฐกถา เสาหลักของแผ่นดิน ในตอนหนึ่งว่า "...ท่านบัณฑิต รากูนาถ ชาร์มา ผู้ร่วมในงานเลี้ยงในช่วงที่รพินทรนาถมาเยือน เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และหม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ในภายหลัง เสนาบดีกระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนี้ ได้ทรงขอให้รพินทรนาถจัดหาปราชญ์ชาวอินเดียเข้ามาสืบสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับอินเดีย"

“ในปี 2475 รพินทรนาถได้ส่งสวามี สัตยานันทบุรี อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาปรัชญาและภาษาสันสกฤต เข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ ถึง 10 ปี ในฐานะทูตวัฒนธรรม สวามีสัตยานันทบุรีได้เรียนภาษาไทยกับหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และได้แสดงปาฐกถาเป็นภาษาไทยหน้าพระที่นั่งเรื่อง “The Origins of Buddhist Thought” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้สอนภาษาสันสกฤตที่นี่ด้วย และได้จัดตั้งธรรมาศรม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ”

เนื่องในโอกาสสำคัญ ครบรอบ 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูล เมธีปราชญ์แห่งตะวันออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันเอเชียศึกษา เครือข่ายจุฬานานาชาติ ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถานทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย และ Indian Council for Cultural Relations ประเทศอินเดีย จึงได้จัดงานเฉลิมฉลองพร้อมทั้งเปิดตัวการดำเนินการจัดตั้งศูนย์อินเดียศึกษา (Indian Study Centre) ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจัดให้มีกิจกรรมการประชุมวิชาการระหว่างประเทศไทย-อินเดีย นิทรรศการและเสวนาวิชาการ

และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาในงานชุมนุมเสวนา 'รพินทรวิถี คือรพีในดวงมาน' เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ ได้ขับขานบทกวีนิพนธ์ 'หนึ่งร้อยห้าสิบปี รพินทรนาถ ฐากูร' คลอเคล้ากับการเขียนภาพ รพินทรนาถ ฐากูร โดย เทพศิริ สุขโสภา นักเขียนและจิตรกรอิสระ

ไม่ว่าในนิยาม หรือนามกรใด 'คุรุเทพ' 'เมธีปราชญ์' หรือชื่อ 'รพินทรนาถ ฐากูร' ก็พิสูจน์แล้วว่า รอยจารแห่งคุณค่าอันเป็นสารัตถะได้สลักหยั่งลึกถาวรเหนือกาลเวลา
เพราะท่านคือรพินทรวิถี คือรพีในดวงมานของคนทั้งโลกนั่นเอง

Life Style : Read & Write
วันที่ 3 กรกฎาคม 2554
By : bangkokbiznews.com

supreme

supreme Author Archives Joined: 19 Dec 2006 Posts: 727
PostPosted: Tue Aug 23, 2011 5:01 pm |Message| Post subject: เบื้องหลังการแปล 'สาธนา' กับ 'หิ่งห้อย' บังเอิญ/โลกกลม......Reply with quote

เบื้องหลังการแปล 'สาธนา' กับ 'หิ่งห้อย' บังเอิญ/โลกกลม/พรหมลิขิต?
โดย : ปริญญา ชาวสมุน



กว่าต้นร่างงานประพันธ์แห่งเมธีปราชญ์ 'รพินทรนาถ ฐากูร' จะมาสู่สายตานักอ่านชาวไทย 'การแปล' คือ หัวใจสำคัญ


ไม่ว่าต้นฉบับนั้นจะเขียนด้วยภาษาใด หรือใครเขียน ท้ายที่สุด...การแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาถิ่นต่างหากที่จะนำพาคนอ่านต่างสัญชาติให้กำซาบสุนทรียรสอันแท้จริงได้

ในบรรณพิภพ...ต้องยอมรับว่าวรรณกรรมระดับ 'คลาสสิค' ส่วนมากเป็นผลงานของนักเขียนชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นแถบทวีปใดก็ตาม นั่นหมายความว่า การรับรู้จึงถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่รู้ภาษาต่างประเทศเท่านั้น

หลายผลงานถูกแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาต่างๆ มากมาย เช่น ภาษาสากลอย่างอังกฤษ ซึ่งเป็นผลดีไม่น้อย เพราะคนไทยส่วนหนึ่งรู้ เข้าใจภาษาอังกฤษค่อนข้างดี ทว่าไม่ใช่ทั้งหมด !

ดังนั้น 'นักแปล' จึงเปรียบดั่งพจนานุกรมมีชีวิต ที่จะช่วยตีความถ้อยคำจนกระจ่างชัดแก่นักอ่าน หากแต่เป็นประพันธบทแห่งปราชญ์แล้วไซร้ การแปลย่อมเป็นภาระหนักที่ต้องแบกรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐที่ผู้อ่านและผู้ประพันธ์มอบให้

'ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล' และ 'อาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา' ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ทั้งสองท่าน ต่างก็เป็นนักแปลชั้นครูทั้งสองคน ไม่ใช่ด้วยวัยวุฒิระดับอาวุโสเกือบศตวรรษเท่านั้น แต่ด้วยคุณวุฒิซึ่งทั้งสองท่านสะสมบ่มเพาะทั้งชีวิต พิสูจน์ได้จากงานแปลคุณภาพทุกชิ้นที่ท่านทั้งสองรังสรรค์ไว้


0 ระวี ภาวิไล ผู้รับใช้คุรุเทพ
สำหรับ ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล นอกจากจะเป็นนักวิชาการด้านดาราศาสตร์ผู้บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์เป็นคนแรกๆ ของไทยแล้ว ยังมีผลงานประพันธ์และงานแปลด้านวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา วรรณกรรมและปรัชญามากมาย อาทิ ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน, สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ โดย รพินทรนาถ ฐากูร, ปีกหัก โดย คาลิล ยิบราน, อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ โดย ลูอิส คาร์รอลล์ ฯลฯ

หนึ่งในผลงานแปลที่อาจารย์ระวีชื่นชอบมาก คือ 'สาธนา : ปรัชญานิพนธ์' ประพันธบทแห่งคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร แน่นอนว่าหากใครได้ยินกิตติศัพท์เล่าขานในงานของท่านรพินทรนาถแล้ว คงขยาดเกรงในเนื้อความอันหลบเร้น ยากแก่การเข้าใจ แต่สำหรับอาจารย์ระวีหาได้เกรงกลัวไม่ ท่านกลับสนุกสนานเพลิดเพลินกระทั่งประทับใจบทกวีสั้นๆ ซึ่งเคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ แม้เป็นเพียงบทกวีสั้นๆ แต่กลับดึงดูดให้อาจารย์ระวีประทับชื่อรพินทรนาถ ฐากูรไว้ในห้วงจำไว้นานนับกัปกัลป์พุทธันดร

"ผมเคยได้อ่านบทความของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ที่มีคนแปลลงหนังสือพิมพ์ บทกวีสั้นๆ นั้นนับว่าสั้นมาก ผมประทับใจ แต่จำไม่ได้ว่าเนื้อความว่าอย่างไร แต่ประทับใจเลยจำชื่อท่านได้" ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล บอกเล่าในงานเสวนา 'จากร้อยปี สู่ ร้อยห้าสิบปี ปรัชญานิพนธ์ สาธนา ฉบับภาษาไทย' และ 'หิ่งห้อย กับสองศิลปินแห่งชาติผู้รังสรรค์งานแปล' เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กระทั่งอาจารย์ระวีเข้าไปที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ ท่านไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้รู้จักคุรุเทพแห่งโลกตะวันออกหลุดลอยไปหรือเป็นเพียงแค่ 'นักเขียนในดวงใจ' เท่านั้น ท่านจึงค้นหาหนังสือของรพินทรนาถ ฐากูร จนได้พบกับสาธนา หนังสือที่บรรจุบทกวีสั้นๆ บทเดิมซึ่งยังตรึงแน่นในหัวใจของอาจารย์ระวีมิคลาย

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ 'รักแรกพบ' ที่ได้หวนมาพบกันอีกครั้ง...

หลังจากอาจารย์ระวีหรือนายระวีในวัยหนุ่มขอยืมหนังสือสาธนาไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกๆ ครั้งที่เขาหยิบอ่านจะคัดลอกด้วยลายมือเก็บไว้ ลอกไปแปลไป...ทำเช่นนี้ประจำ

อาจารย์ระวีเล่าว่า "ในกรณีของสาธนานี้ ผมลอกไว้เป็นตอนๆ เพราะมีหลายตอน ถ้าเราไปเปิดดูจะพบว่ามีหลายตอน สมัยนั้นไม่มีเครื่องถ่ายเอกสาร ก็ขอยืมมาแล้วลอกไว้ด้วยลายมือ แต่ว่าไม่ได้ลอกทั้งหมด ยืมทีก็ลอกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ลอกก็นำมาแปล"

เมื่อสบโอกาสวันฉลองวันปิยมหาราช ทางสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำหนังสือ ชื่อ 'หนังสือมหาวิทยาลัย' อาจารย์ระวีจึงนำงานแปลสาธนาบางช่วงตอนไปลงพิมพ์ แม้จะลงได้เพียงปีละตอนเท่านั้น แต่ท่านก็ยังคงเดินหน้าแปลเรื่องสาธนาเก็บไว้...ทำเช่นนี้อยู่หลายปี กระทั่งได้หนังสือออกมา

เมื่อรวบรวมได้ครบถ้วนแล้ว หม่อมราชวงศ์อายุมงคล โสณกุล โอรสของพลตรี หม่อมเจ้าฉัตรมงคล โสณกุล และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน ได้พาอาจารย์ระวีไปถวายหนังสือเล่มนี้แก่หม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร โดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าช่วงเวลานั้นตรงกับงานฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร และหม่อมเจ้าธานีนิวัตก็เป็นประธานจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ด้วย หม่อมเจ้าธานีนิวัตรับหนังสือไว้ไม่นานนักก็ตามอาจารย์ระวีไปพบและรับหนังสือคืน ปรากฏว่าหม่อมเจ้าธานีนิวัตแก้ไขข้อผิดพลาดบางประการให้ พร้อมทั้งเขียนบันทึกซึ่งกลายมาเป็นคำนิยมในหนังสือสาธนาด้วย จากบางช่วงตอนว่า

"อาจารย์ระวี ภาวิไล แห่งแผนกฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แปลปรัชญานิพนธ์ของ 'รพินทรนาถ ฐากูร' ชื่อ 'สาธนา' จากฉบับภาษาอังกฤษ แล้วนำมาขอให้ข้าพเจ้าอ่านเพื่อพิจารณา ข้าพเจ้าขอออกตัวว่าไม่เคยสนใจหรือสันทัดวิชาปรัชญาแม้แต่น้อย แต่โดยที่รู้จักชอบพอกันกับผู้แปล และนิยมในการที่ผู้แปลมีความสนใจกว้างขวางในวิชาความรู้ทั่วๆ ไป จึงได้อ่านดูอย่างลัดๆ ได้ช่วยแก้ไขถ้อยคำบ้างเล็กน้อย เห็นว่าเนื้อเรื่องเรียงไว้ดี สมควรพิมพ์ให้ได้ถึงมือบรรดาผู้สนใจในปรัชญานิพนธ์ของมหากวีรพินทรนาถ ฐากูร ความนิยมของข้าพเจ้ามีอยู่เป็นส่วนมากในตัวผู้แปล..."

0 'อุชเชนี' ราชินีนักแปล

ด้านอาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี 2536 เจ้าของนามปากกา 'อุชเชนี' ผู้รจนาบทกวีอันไพเราะและทรงพลังตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มีผลงานทั้งประพันธ์และงานแปล อาทิ รวมบทกวีเรื่อง ขอบฟ้าขลิบทอง, บทกวีแปลจากกวีนิทานพื้นบ้านของจีนเรื่อง อัษมา, บทกวีแปลจากบทกวีของรพินทรนาถ ฐากูร เรื่อง หิ่งห้อย ฯลฯ

เรื่อง 'หิ่งห้อย' เป็นงานที่อาจารย์ประคิณแปลร่วมกับอาจารย์ระวี ซึ่งหากล่วงรู้ที่มาที่ไปของการได้มาพบกันระหว่างต้นฉบับและนักแปลแล้ว อาจคล้ายเป็นพรหมลิขิตเฉกเช่นเดียวกับกรณี 'สาธนากับอาจารย์ระวี'

เดิมทีอาจารย์ประคิณไม่เคยรู้จักบทกวีเรื่องนี้มาก่อน แต่เมื่อครั้งที่อาจารย์ระวี ภาวิไลจำต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย อาจารย์ระวีได้หอบหิ้วหนังสือระดับคัดสรรกองมหึมาฝากไว้กับอาจารย์ประคิณ และได้บอกทิ้งท้ายว่ากลับมาเมื่อไรจะมาเอาคืน โดยหารู้ไม่ว่าหนังสือเหล่านั้น คือหนังสือที่ทรงคุณค่ามากในสายตาของอาจารย์ระวี เพราะล้วนเป็นหนังสือชั้นเลิศทั้งสิ้น ที่อาจารย์ระวีเคยเปิดเผยว่าจะฝากไว้ได้เฉพาะกับผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด และบุคคลนั้นก็คืออาจารย์ประคิณ

ที่สำคัญ...นี่เป็นที่มาของการได้พบกันระหว่าง 'อาจารย์ประคิณและหิ่งห้อย'

"ก่อนที่อาจารย์ระวีจะไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศออสเตรเลีย ท่านได้เอาหนังสือมาฝาก แล้วบอกว่ากลับมาเมื่อไรจะมาเอาคืน ดิฉันเห็นว่าเป็นหนังสือดีทั้งนั้นเลย ได้นั่งดู พลิกไปพลิกมา ก็เจอหิ่งห้อย เล่มเล็กๆ มีข้อความสั้น เป็นคติพจน์ ซึ่งท่านรพินทรนาถ ฐากูรเขียนไว้เพราะมาก และยังไม่มีใครแปล ดิฉันอยู่ว่างๆ เมื่อไรคิดถึงหนังสือเล่มนี้ก็หยิบมาค่อยๆ แปลวันละเล็กวันละน้อยจนจบเล่ม ที่จริงไม่ค่อยหนาเท่าไร ทำได้เร็วพอสมควร ก็เก็บเอาไว้เฉยๆ"

อาจารย์ประคิณแปลเรื่องหิ่งห้อยเก็บไว้ได้ไม่นานนัก อาจารย์ระวีก็เดินทางกลับมา 'สัญญาต้องเป็นสัญญา' อาจารย์ประคิณได้นำหนังสือชั้นเยี่ยมเหล่านั้นคืนสู่อาจารย์ระวี และคล้ายการให้ดอกเบี้ยเมื่อรับฝาก อาจารย์ประคิณได้มอบต้นฉบับแปลเรื่องหิ่งห้อยแก่อาจารย์ระวีเป็นของแถม แต่อาจารย์ระวีหาได้พอใจในเนื้อความอันรุ่มรวยไม่ ตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่พออกพอใจกับเนื้อๆ เน้นๆ เสียมากกว่า

"ดิฉันนำหนังสือพวกนี้ไปคืน แล้วก็เอาต้นฉบับภาษาไทยไปให้ท่านด้วย ว่าดิฉันแปลออกมาเป็นแบบนี้ ท่านเอาไปอ่านก็ไม่ชอบใจ เพราะภาษาของชาวอักษรศาสตร์ก็รู้กันอยู่ว่าต้องฟุ่มเฟือย มีสร้อยมีอะไรประดับประดา ซึ่งชาววิทยาศาสตร์อย่างอาจารย์ระวีจะไม่ชอบ ท่านก็ตัดๆ จนเหลือความซึ่งกระชับมากและตรงกับภาษาอังกฤษ เสร็จแล้วท่านก็เอาไปให้ศึกษิตสยามตีพิมพ์ครั้งแรกในยุคนั้นเมื่อ พ.ศ.2517"

0 เส้นทาง 'นักแปล' กับ 'ต้นฉบับ'

สังเกตได้ว่าที่มาของผลงาน 'สาธนา' และ 'หิ่งห้อย' ฉบับแปลไทยนั้นคล้ายคลึงกันในนิยามหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะถูก 'กำหนด' มาแล้วว่า 'ใครคือคนแปล ?' แต่จะด้วยความบังเอิญหรือปาฏิหาริย์ไม่ทราบได้ หากมองให้ถ่องแท้แล้ว นักแปลชั้นครูทั้งสองท่านกลับมีจุดร่วมหนึ่งเดียวกันคือ ความรัก และสนใจในเนื้องานของรพินทรนาถ ฐากูร อันอุดมสรรพวิทยาทั้งองคาพยพ และต้องการสะท้อนถ่ายสู่ผู้อ่านด้วยภาษาซึ่งตนถักทอให้สมกับต้นฉบับแห่งเมธีปราชญ์

ในทางกลับกัน ปัจจุบันธุรกิจสิ่งพิมพ์คือสิ่งที่นำพานักแปลมาพบกับต้นฉบับ แม้ต้นฉบับนั้นจะไม่เคยผ่านหูผ่านตานักแปลที่ต้องรับหน้าที่นี้เลยก็ตาม กระทั่งส่งให้ 'นักแปล' กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ผู้รู้ภาษาต่างประเทศคว้าไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องมี 'พรหมลิขิต' ไม่ต้องมี 'บังเอิญ' ทุกอย่างถูกจัดสรรในกระบวนการผลิตหนังสืออยู่แล้ว

ต้นทางของการแปลหนังสือในยุคก่อนเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้วช่างเป็นเรื่องแตกต่าง ชนิดหน้ามือกับหลังมือ !

ในฐานะที่เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่ต้องร่วมงานกับนักแปลมากหน้าหลายตา ทั้งรุ่นเก่าเก๋าเกมไปจนถึงหน้าใหม่ไฟแรง มกุฎ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แสดงทัศนะว่า

"การเดินทางของหนังสือแต่ละเล่มไม่เหมือนสมัยนี้ เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์มาบอกว่าให้คนนั้นคนนี้แปล ก็เป็นเรื่องธุรกิจ มันก็เป็นการเดินทางของหน้าที่ ของการทำงาน แต่การเดินทางของต้นฉบับในสมัยนั้นไม่ใช่ มันเป็นคนละเรื่องเลย มันเป็นเรื่องอภินิหาร มันเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วแต่เราจะว่าเอา แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดมันก็เดินทางมาถึงวันนี้"

เมื่อห้าสิบปีที่แล้วในงานฉลองวาระชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร หนังสือสาธนาฉบับแปลไทยของศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล รูปแบบหนังสือมือทำ ได้รับเกียรติให้จัดแสดงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ทว่าหลังจากนั้น สาธนาก็ได้สาบสูญไปจากการรับรู้ของคนทั่วไปอย่างบางเบา เพราะไม่ได้หายไปอย่างไร้ซึ่งร่องรอย การกลับมาจึงเป็นไปได้ !

มกุฎ อรฤดี กล่าวว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นความตั้งใจว่าจะใช้หนังสือพวกนี้เป็นการเปิดตัวสำนักพิมพ์ภารตะหรืออะไร เป็นความบังเอิญ จะอธิบายด้วยถ้อยคำอื่นหรือไม่ ไม่ทราบ บางคนอาจบอกว่าเป็นการดลบันดาล หรือถ้อยคำใดก็ตาม ผมไม่ทราบ แต่ว่าช่วงเวลานี่มันแปลก เวลาที่หนังสือหนึ่งเล่มปรากฏที่งานนั้น แล้วหายไป อยู่ดีวันดีคืนดี เราก็ได้ความจำกลับมาว่าหนังสือนั้นเคยปรากฏในงานนั้น ตอนนี้ครบร้อยห้าสิบปี ก็ควรจะปรากฏในงานนี้อีก ผมหวังว่ามันคงไม่ต้องรอถึงห้าสิบปีเพื่อที่จะพิมพ์ครั้งใหม่ (หัวเราะ)"

มาถึงตรงนี้...หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือคุณงามความดีของสาธนาและหิ่งห้อยนอกจากเป็นบทประพันธ์ของเมธีปราชญ์รพินทรนาถ ฐากูร และได้รับการแปลและเรียบเรียงโดยศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์สองท่าน หากได้เปิดหน้าหนังสือทั้งสองเล่มนี้แล้วคงหมดความสงสัยด้วยประการทั้งปวง

มกุฎเล่าให้ฟังว่าน่าแปลกที่ทำไมหนังสือทั้งสองเล่มนี้แม้จะเคยตีพิมพ์หลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่กลับขายไม่ได้ เหลือเยอะมากจนเอาไปถมที่ได้ (มุกตลก) จึงได้มานั่งทบทวนว่าเกิดจากอะไร ในกรณีของหิ่งห้อย พบว่าคนส่วนมากลงความเห็นว่า อ่านไม่รู้เรื่อง !

เมื่อมกุฎ อรฤดีพิจารณาถี่ถ้วนแล้วจึงพบสาเหตุความไม่รู้เรื่องนั้นว่าเกิดจากวรรคตอนที่ผิดเพี้ยนไป เมื่อวรรคตอนผิด ความเข้าใจจึงผิดตาม และกำลังดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์

"หลังจากที่เราศึกษาผลงานของท่านรพินทรนาถ แล้วอยากศึกษาเรื่องปรัชญานิพนธ์เราควรจะอ่านเล่มแรกซึ่งเปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่หยั่งลึกลงในดิน คือสาธนา ถ้าเราเริ่มอ่านสาธนาจนจบเล่มอย่างเข้าใจ เราจะอ่านเล่มใดของท่านก็ได้ในโลกนี้ที่ท่านเขียนไว้อย่างเข้าใจ อย่างไพเราะ เสมือนหนึ่งเราปลูกต้นไม้ไว้แน่นหนาดีแล้ว ลำต้นแข็งแรงดีแล้ว แล้วต้นก็งอกออกไป เป็นกิ่งเป็นก้าน ในที่สุดเราก็จะเห็นดอก ดอกที่อยู่ในลำต้นที่แข็งแรง และกิ่งก้านสีเขียว ดอกมันจะสมบูรณ์ เบ่งบานเต็มที่ตามเวลาของมัน อ่านไปเถอะ จะรู้สึกได้ว่ามันคือดอก ไม่ใช่ดินนะ แต่มันคือดอก มันคือสวย มันคืองามที่สุดเท่าที่เราจะหยิบฉวยได้ในเวลาอันสั้นๆ ภายในสามบรรทัดเท่านั้น เรารู้สึกอิ่มไปอีกนานเลย..."

ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล และ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา น่าจะเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีสำหรับนักแปลเลือดใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ 'ธุรกิจวรรณกรรมแปล' ตัวอย่างสำหรับนักแปลที่ต้องการรับดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐจากนักอ่าน

นี่คือบทพิสูจน์โดย 'รพินทรนาถ ฐากูร' คุรุเทพ และเมธีปราชญ์แห่งโลกตะวันออก ที่มอบผลงานอันลึกล้ำให้นักแปลได้ร่วมพิสูจน์

ถึงกับมีคำกล่าวหนึ่งจากมกุฎ อรฤดีว่า

"ศิลปินสองท่านนี้เหมาะสมที่สุดที่จะรับใช้งานของท่านรพินทรนาถ ฐากูร

The 8th International Visual Arts Workshop and Exhibition

14th – 17th February 2012
Poh Chang Academy of Arts
Organized by
Poh Chang Administrative Office
Thai Art Council of the United States of America

And
Rajamangala University of Technology Rattanakosin (RMUTR)
14th February (Poh Chang Academy of Arts, Bangkok)











ความเป็นมาโครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ

ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549-53) ของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเต็มตัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ หรือ มทร.รัตนโกสินทร์ ในมิติของการทำนุศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยได้สะสมผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินนานาชาติ และศิลปินชั้นนำของไทยไว้เป็นจำนวนมาก ผลงานจำนวนนี้เป็นผลมาจากการจัดโครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ หรือ อาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นมาก่อนว่า “เทศกาลศิลปะนานาชาติ” (International Art Festival) ซึ่งดำเนินการติดต่อมาทุกปีนับแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

โครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ

เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแยกตัวออกมาเป็นมหาวิทยาลัย และโครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นอธิการบดี เมื่อ พ.ศ. 2549 ด้วยเล็งเห็นว่า การเรียนการสอนศิลปะและหัตถกรรมที่วิทยาลัยเพาะช่างเป็นจุดเด่นอันหนึ่งของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนจากศิษย์เก่า 28 ท่านที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ และที่ประสบความสำเร็จในวงการอาชีพต่างๆ อีกหลายสาขา รวมถึงบรรดาครูอาจารย์ที่สอนอยู่ในโรงเรียน วิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

นับตั้งแต่มีการดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่ครั้งที่ ครั้งที่ 5 มหาวิทยาลัยใช้งบประมาณ 4 ล้านกว่าบาทในการดำเนินการ เพื่อผลักดันให้โครงการนี้เป็นเวทีที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่สำคัญคือเป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน ความคิดรูปแบบ และการแสดงออกทางศิลปะกับศิลปินนานาชาติ อีกทั้งศิลปินแต่ละท่านยังแสดงกระบวนการคิด การสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่เป็นแบบร่างจนกระทั่งเป็นผลงานสำเร็จให้เห็นโดยไม่ปิดบัง อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ศิลปิน และ ผู้สนใจศิลปะ

โครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 1-4 จัดที่วิทยาลัยเพาะช่าง กรุงเทพมหานคร และครั้งที่ 5 จัด ณ จังหวัดเชียงราย ในแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในการจัดครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นความร่วมมือหลายองค์กร มีอาจารย์ศิลปะและศิลปินเข้าร่วมโครงการกว่า 100 คน จาก 14 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา สิงคโปร์ และ ศรีลังกา

ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะใช้เวลาร่วมกัน 4-5 วันเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะของตัวเองและวันที่ 5 จะนำผลงานทั้งหมดจัดแสดง ณ หอศิลป์ที่จัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง รวมถึงนิทรรศการศิลปะนานาชาติสัญจรไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ศิลปิน และ ผู้สนใจทั่วไปได้ชื่นชม และ เห็นความแตกต่างในการสร้างสรรค์ศิลปะบนพื้นฐานทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ

ปัจจุบันโครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการศิลปะไทยรวมถึงศิลปินบางคน บางกลุ่มในต่างประเทศอีกหลายประเทศ ข้อสังเกตดังกล่าวนี้ดูได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งที่เป็นชาวไทยและต่างประเทศตั้งแต่ครั้งที่ 1 เปรียบเทียบกับครั้งที่ 6 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์กับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆและหน่วยงานภาครัฐในประเทศจีนและสวีเดน ทีมงานร่วมจากวิทยาลัยเพาะช่าง นำโดย นายพนม พรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาซึ่งรับผิดชอบการบริหารงาน ณ พื้นที่เพาะช่าง กับ สภาศิลปกรรมไทยแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมี ดร.กมลทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ กับเครือข่ายศิลปินไทย อาทิ ศาสตราจารย์ ประหยัด พงษ์ดำ ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศาตราจารย์ เดชา วราชุน และศิลปินในต่างประเทศ

ดังนั้นโครงการนี้จึงนับเป็นโครงการหนึ่งในหลาย ๆ โครงการที่เตรียมความพร้อมด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับประเทศสู่การแข่งขันระดับนานาชาติในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเขตการค้าเสรี หรือ
Free Trade Area (FTA) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเขตการค้าเสรีจะเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ก็ครอบคลุมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การบริการด้านต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์มีผลงานศิลปะสะสมของศิลปินร่วมสมัยจำนวนมาก ผลงานทั้งหมดจะนำมาแสดงในหอศิลป์ถาวรของมหาวิทยาลัย ซึ่งคาดว่าจะมีในอีก 5 ปี ข้างหน้า

ศิลปินและผลงานสะสมบางส่วน
ศิลปินแห่งชาติ : ประกิต (จิตร์) บัวบุศย์ (เสียชีวิตแล้ว) ประหยัด พงษ์ดำ ถวัลย์ ดัชนี ชำเรือง วิเชียรเขตต์ กมล ทัศนาญชลี เดชา วราชุน ปรีชา เถาทอง ทวี รัชนีกร นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน สุเมธ ชุมสาย

ศิลปินรับเชิญ : ชวน หลีกภัย ธงชัย รักปทุม อิทธิ คงคากุล สรรณรงค์ สิงหเสนี วิรุณ ตั้งเจริญ อารี สุทธิพันธุ์ สุเทพ สังข์เพชร เกษียร สิทธิศาสตร์ บุญยิ่ง เอมเจริญ เสาวภา วิเชียรเขตต์ ญาณพล วิเชียรเขตต์ โกศล พิณกุล สุรสิทธิ์ เสาว์คง ศรีวรรณา เสาว์คง เทพศักดิ์ ทองนพคุณ สุชาติ เถาทอง วิโชค มุกดามณี ปัญญา เพ็ชรชู พีระพงษ์ ดวงแก้ว พงษ์เดช ไชยคุตรโชคชัย ตักโพธิ์ นุกูล ปัญญาดี ไมตรี หอมทอง บรรลุ วิริยาภรณ์ ประภาส สมพร แต้มประสิทธิ์ ธนฤษภ์ ทิพย์วารี สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ดนยา เชี่ยววัฒกี ฯลฯ

ศิลปินนานาชาติ : อาทิ สหรัฐอเมริกาฝรั่งเศส นิวเม็กซีโก สวีเดน อิสราเอล อามาเนียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ศรีลังกา Danaya Chiewwattakee Gegam Kacherian, Hratch Israelian, Hideo Sakata, Alejandro Martinez-Pena, Ricardo Alvarez Cruz, Mukai Katsumi, Uota Motoo, Hiro Tanabe, Tagaya Nabito, Marda Kou, Sirakawa Mashiro, Pearl Soonwoo Park, Barbara Edelstein, Anthony Zepeda, Byoung-Ok Koh, Diana Wong, Fred Spaulding, Hye sook, Hye Ryon Park, James Patrick Finnegan, Mile Saijo, Otto Youngers, Renee Amitai, Richard David Garst, Joseph Piasentin, Cheryl DeCinces Carte, Michael Costello, Jin Chan’an, Chang Yan Yan, Zhang Shouwu, Zhang Jin Li, Wu Xiaorong, Chen Weilli, Jin Xuming, Suresh Sethi , Charlie Geosso, Simon Rahimian, Suguru Hiraide,

Kye Somg Lee, James Patrick Finnegan, Mari Kadahora Joubert, Zhao Quiankun, Wen Junying, Tang Xiaoyin, Jin Yaxin, Ju Yunhe, Liu Baoguang, Li Wuming, Ingeid Roth, Ilona Benczedi, Ann Phong, Peter Liaskov, Morita Noridata, Katsutoshi Tanaka, Chang Xinhang, Wang Yanui, Lu Zhougzhi, An Dingwen, Li Haiyong, Xia Haidong, Ran Chenghi, Gayani Srimimali, Herath Katugastota, Lalith Chandana, Mahinda Ranjith, Saman Siriwardena, Sunil Santha, Sudarshana Bandara, Charles Chauderot, Rex Kalehoff, Fang U Chul, Ryu II- Seon, Jenny Persso


ไขความลับ'โมนาลิซ่า


โดย : รวิกานต์ แก้วประสิทธิ์



งานแสดง "Mona Lisa Secrets Revealed" ซึ่งเป็นงานแสดงย่อยของนิทรรศการ "Da Vinci: An Exhibition of Genius" จัดขึ้นที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยความลับ 25 สิ่งของรูปภาพโมนาลิซ่าที่วาดโดยจิตรกรเอกของโลก "ลีโอนาร์โด ดาวินชี่"

ผู้ที่ไขความลับคือ นายปาสกัล คอต อายุ 49 ปี วิศวกรชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้ง "ลูเมียร์เทคโนโลยี" เป็นผู้ประดิษฐ์กล้องมัลไทสเปกตรัล 240 เมกะพิกเซล โดยใช้แสงอัลตราไวโอเลต ความ ยาวคลื่น 13 ตรวจสอบภาพ เพื่อหาว่าภายใต้สีน้ำมันนั้นมีอะไรซุกซ่อนอยู่



จากการซูมไปที่ตาข้างซ้ายของโมนาลิซ่าพบว่า ดาวินชี่ใช้เพียงฝีแปรงเดียวปัดที่บริเวณคิ้ว

คอต กล่าวว่า "ผมเป็นทั้งวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ ผมเห็นว่าทุกอย่างนั้นมีเหตุผลตามหลักตรรกวิทยา แต่โมนาลิซ่าไม่มีตรรกวิทยา เพราะไม่มีคิ้ว ไม่มีขนตา แต่เมื่อใช้กล้องส่องดูจึงพบว่าโมนาลิซ่ามีขนคิ้ว 1 เส้น จึงเป็นการคลายปริศนาไปเปลาะหนึ่ง ส่วนใบหน้าของโมนาลิซ่าจริงๆ แล้วค่อนข้างจะกว้างกว่านี้เล็กน้อย มีรอยยิ้มที่กว้างกว่าแสดงอารมณ์มากกว่า เธอมีรอยยิ้มและดวงตาที่แปลก รอยยิ้มเหมือนเป็นยิ้มที่เน้นหนัก"

คอตยังกล่าวต่อไปอีกว่า รูปโมนาลิซ่าเป็นรูปแรกที่ศิลปินวาดภาพแขนและข้อมือขวาพาดมายังที่หน้าท้อง ซึ่งศิลปินต่างๆ ไม่ทราบว่าทำไมดาวินชี่ถึงวาดการวางแขนในลักษณะเช่นนี้ แต่เมื่อใช้กล้องตรวจสอบจึงพบว่า สีที่ดาวินชี่ใช้ที่หลังข้อมือด้านขวาตรงกันกับสีของผ้าบริเวณตัก จึงเป็นไปได้ว่า แขนข้างขวาและข้อมือช่วยถือผ้าขึ้นมา

นอกจากนี้ ดาวินชี่ยอดอัจฉริยะยังเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่ยังมีความลังเลใจ เพราะเมื่อส่องกล้องไปที่นิ้วของมือซ้ายพบว่า แต่แรกดาวินชี่วางตำแหน่งไว้อีกที่หนึ่ง แต่ภายหลังเปลี่ยนใจ



สำหรับความลับต่างๆ ที่เพิ่งค้นพบยังมี

มีการเปลี่ยนตำแหน่งนิ้วชี้ที่มือซ้ายและนิ้วกลาง

มีการซ่อมความเสียหายที่บริเวณข้อศอกซึ่งได้รับความเสียหายจากที่มีผู้ปาก้อนหินเข้าใส่เมื่อ ค.ศ.1956

นิ้วมือด้านซ้ายยังวาดไม่เสร็จ

รูปโมนาลิซ่าวาดลงบนไม้ป๊อปลาร์ที่ยังไม่ได้ตัดออกเป็นชิ้น

แผลบริเวณตัวมุมของตาและคางนั้นเกิดจากอุบัติเหตุของน้ำมันชักเงา ไม่ใช่เพราะโมนาลิซ่าป่วย

สีผิวของโมนาลิซ่ามีสีชมพูอุ่นๆ สีท้องฟ้าออกสีน้ำเงิน ซึ่งแตกต่างจากสีท้องฟ้าในบรรดารูปต่างๆ ที่ศิลปินสมัยนี้วาดที่มีสีเทาปนเขียว เนื่องจากสีของรูปเปลี่ยนแปลงเพราะมีความเก่าแก่ถึง 500 ปี

//////////////////////////////////////////

ไขความลับ “ยิ้มโมนาลิซา” ของ “ดาวินชี”
หน้าแรกวิทยาศาสตร์|วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ | คิดได้ไง !!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2547

"โมนาลิซา" มองมุมไหนก็ยิ้มได้แปลกๆ ทั้งเปี่ยมสุขและลึกลับ
--------------------------------------------------

นิวส์ไซแอนติส – กว่าหลายศตวรรษมาแล้วที่เหล่าศิลปิน นักประวัติศาสตร์ และนักท่องเที่ยวต่างเดินพาเหรดไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อหวังไขปริศนารอยยิ้มอันลึกลับน่าฉงนของ “โมนา ลิซา” ผลงานชิ้นโบว์แดงของ “ลิโอนาโด ดาวินชี” และตอนนี้ 2 นักวิจัยทางด้านจักษุศาสตร์ก็เริ่มมองเห็นปริศนาบางอย่างจากภาพโมนาลิซา ว่าไฉนมองมุมไหนถึงยิ้มพิมพ์ใจไปเสียหมด

คริสโตเฟอร์ เทย์เลอร์ และลีโอนอยด์ คอนต์เซวิช แห่งสถาบันวิจัยทางจักษุสมิธ-แคตเทิลเวลล์ ในซานฟรานซิสโก เชื่อว่า เหตุที่โมนาลิซายิ้มโปรยปรายได้ขนาดนี้ก็เพราะ “นอยซ์” (noise) หรือมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นในระบบการรับรู้ทางสายตาของผู้ที่มองภาพอันลือโลกชิ้นนี้

นักวิจัยทั้ง 2 ได้นำภาพวาดโมนาลิซาบันทึกลงคอมพิวเตอร์ แล้วสุ่มใส่นอยซ์ลงในภาพหลายๆ แบบ (นอยซ์ หรือ noise ที่หมายถึงสัญญาณรบกวน แต่ในภาพคือจุดสีเล็กที่เกิดขึ้นบนภาพ ทำให้ภาพไม่ชัด อย่างเช่นการดูโทรทัศน์ที่สัญญาณไม่ดีก็จะทำให้เห็นภาพเป็นจุดๆ นั่นคือ “นอยซ์”)

และเมื่อนักวิจัยทั้ง 2 สุ่มใส่นอยซ์ลงในภาพโมนาลิซาแล้ว ก็ให้ผู้สังเกตการณ์จำนวน 12 คนมาดูว่าหน้าตาโมนาจะเปลี๊ยนไป๋มากน้อยแค่ไหน



เมื่อเติม "นอยซ์" ลงไปบนภาพโมนาลิซา จุดสีรบกวนเหล่านี้จึงทำให้คนดูรับความรู้สึกของโม้นาแตกต่างกันออกไป
------------------------------


ทั้งนี้ ผลการพินิจดูภาพโมนาที่มีนอยซ์มาฉาบไว้นั้น ก็เป็นไปตามความคาดหมายของคริสโตเฟอร์และลีโอนอยด์ กล่าวคือ นอยซ์ส่วนที่อยู่ตรงมุมปากทำปากของโมนายกขึ้น จึงทำให้โมนาลิซามีใบหน้าเปื้อนยิ้มอิ่มเอมมีความสุข ส่วนนอยซ์อีกภาพหนึ่งที่อยู่บนปากของโมนากลับทำให้รูปปากแบนลง ภาพนี้เลยทำให้โมนาดูเศร้าสร้อย

อย่างไรก็ตาม จุดรบกวนหรือนอยซ์เหล่านี้ทำให้ผู้สังเกตการณ์ที่มาดูภาพโมนาลิซาที่เคยๆ เห็น เกิดการรับรู้ที่แตกต่างออกไปจากเดิมได้อย่างน่าประหลาดใจ

เทย์เลอร์ เปิดเผยว่า ระบบการรับภาพในสมองของมนุษย์ทั่วไปนั้นจะเปลี่ยนไปตามสิ่งรบกวน และอย่างกรณีภาพโมนาลิซาฉาบนอยซ์คราวนี้ก็เช่นกัน เมื่อผู้มองมองเห็นภาพที่มีเม็ดสีเล็กๆ ไม่ชัดอยู่บนภาพ อนุภาคโฟตอนหรือหน่วยพลังงานของรังสีแสงที่จอตา (เรตินา) รับเข้ามาก็จะเป็นลักษณะแกว่งไปมา (นึกถึงตอนที่เรามองภาพเบลอๆ) จากนั้นเซลล์รับแสงที่จอตาก็จะอ่านค่าเม็ดสีที่มองเห็นผิดเพี้ยน และในที่สุดการรับรู้เม็ดสีที่ผิดเพี้ยนนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังเส้นประสาท และสมองในที่สุด

“สิ่งรบกวนโดยธรรมชาติเหล่านี้ ทำให้คนทั่วไปมองภาพโมนาแล้วเห็นว่าภาพชิ้นนี้เปลี่ยนไป มากกว่าที่จะเห็นเหมือนแต่ก่อนว่าโมนามีการแสดงสีหน้าที่น่าสงสัยลึกลับ “นอยซ์” นี่ล่ะจึงทำให้ภาพวาดชิ้นนี้มีพลังจนถึงทุกวันนี้” เทย์เลอร์ เผย พร้อมกับแถมอีกว่า ที่ดาวินชีวาดโม้นาได้ออกมาจนลือลั่นโลกขนาดนี้ เพราะดาวินชีรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณศิลปินของเขาแล้วว่า “นอยซ์” นี่ล่ะสามารถสร้างการรับรู้ของคนได้ต่างออกไป

ภาพ “โมนาลิซา” เป็นผลงานชิ้นเอกของลีโอนาโด ดาวินชี จิตรกรชาวอิตาเลียน (และยังเป็นนักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์) ดาวินชีวาดภาพชิ้นนี้ขึ้นในปี 1479 – 1528 โดยหญิงสาวในภาพคือ “ลา จิโอกอนดา ” (La Gioconda) ภรรยาของฟรานเซสโก เดล จิโอกอนดา เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนไม้ มีขนาด 77x53 เซนติเมตร ขณะนี้ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส ในนาม “ลา โฌกงด์” (La Joconde)

โมนาลิซาในภาพเป็นภาพนั่งของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ ในอิตาลีเบื้อหลังเป็นภูเขา โดยดาวินชีได้ใช้เทคนิกภาพสีหม่น (sfumato) ให้ฉากหลังดูนุ่มเบา แต่ใช้โทนสีหนักกับตัวนางแบบ โมนาลิซามีสีหน้าที่แสดงออกมาอย่างน่าฉงน เพราะบางมุมก็รู้สึกถึงความมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ขณะที่บางมุมก็ให้ความรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นภาพเหมือนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
เอกซเรย์ 'รอยยิ้มโมนาลิซา'


The X-ray technique can see the different layers without lifting a sample from the canvas
----------------------------------

วิทยาศาสตร์ได้เข้ามาช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับภาพเขียนโมนาลิซาอีกครั้ง แสงเอกซเรย์ได้เผยให้เห็นว่า ลีโอนาร์โด ดาวินชี ได้ประจงวาดให้ภาพเกิดแสงเงาที่เคลื่อนจากความสว่างสู่ความมืดอย่างไร้รอยต่อได้อย่างไร

ฟิลิป วอลแตร์ กับคณะ รายงานในวารสาร Angewandte Chemie ว่า เคล็ดลับนั้นอยู่ที่การใช้วัสดุเคลือบที่บางมากกับเม็ดสีที่เล็กละเอียดอย่างยิ่ง

นักวิจัยได้ศึกษาเทคนิคการวาดภาพที่ดาวินชี กับบรรดาจิตรกรในยุคเรอเนซองใช้ในการทำให้ภาพมีโทนของสีและความสว่างที่ไล่ระดับอย่างกลมกลืนทั่วผืนผ้าใบ

“ในภาพเขียนเหล่านี้ คุณจะไม่เห็นรอยฝีแปรงหรือรอยนิ้วมือเลย” ดร.โลรอง เดอ วีเกอรี นักวิจัยร่วมคณะอธิบาย “ทุกอย่างมีความละเอียดมาก ทุกสิ่งมีการผสมผสานให้เข้ากัน”

ทีมวิจัยได้ใช้อุปกรณ์แยกแสงสีที่อาศัยแสงเอกซเรย์ ฟลูออเรสเซนส์ เพื่อตรวจสอบองค์ประกอบและความหนาของสีในแต่ละชั้น

คณะผู้ศึกษาได้ใช้เทคนิคนี้ตรวจสอบภาพวาดชิ้นเอกของดาวินชีรวม 7 ชิ้น ซึ่งเอกอัครมหาศิลปินแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการผู้นี้ได้สร้างสรรค์ขึ้นตลอดเวลา 40 ปี

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบกรรมวิธีที่ดาวินชีใช้ในการสร้างแสงเงาที่ใบหน้าของโมนาลิซาและภาพอื่นๆ กรรมวิธีที่ว่านี้ก็คือ การใช้วัสดุเคลือบเงาเป็นชั้นๆ หรือสีที่มีความบางมาก รวมทั้งวัสดุยึดติด

สีที่ใช้วาดนั้นมีความบางแค่ 2-3 ไมโครเมตร ความหนาของชั้นสีเหล่านี้รวมกันมีไม่เกิน 30-40 ไมโครเมตร ทั้งนี้ 1 ไมโครเมตรเทียบเท่ากับ 1 ในพันของ 1 มิลลิเมตร

การศึกษานี้กระทำในห้องแสดงของพิพิธภัณฑ์ลุฟร์ในกรุงปารีส อันเป็นที่เก็บรักษาภาพโมนาลิซา ทีมที่ศึกษาเป็นเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและฟื้นฟูบูรณะ พิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศส.

*****
บทความที่เกี่ยวข้อง :
--แรงบันดาลใจเพื่อการสร้างสรรค์
--สารจากพระเจ้า +ถอดรหัสอัจฉริยะ
--คิดให้เหมือนดาวินชี
--ภาพวาดที่ล้ำค่าที่สุดในโลก
--องค์ประกอบและประวัติศาสตร์การวิจารณ์ศิลปะ
--มนุษย์ เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้
--Leonardo Da Vinci ศิลปินเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์
--ลีโอนาร์โด กับ โมนา ลิซา MONA LISA
--เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของดาวินชี
--โมนา ลาเต โมนาลิซาศตวรรษ 21 จากถ้วยกาแฟ
--แม่ : ภาพวาดของยอดอัจฉริยะ เลโอนาร์โดดา วินชี

สุภาพสตรี บู๊ระห่ำ

หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล จะจัดให้มีนิทรรศการศิลปะ “สุภาพสตรี บู๊ระห่ำ” นำเสนอผลงานจิตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ทางการรับรู้ในสื่อ นานาชนิดของสังคมปัจจุบัน อาทิ ภาพยนตร์ หนังสือการ์ตูน และเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online social network) ฯลฯ ก่อเกิดเป็นผลงานซึ่งถักทอจากความคิดฝันและจินตนาการ ผสมผสานกับบทบาทของศิลปินที่สร้างภาพลักษณ์ของตนเอง ในมุมมองที่แตกต่างหลากหลายด้วยอารมณ์สนุกสดใสมีชีวิตชีวา ภายใต้บริบทของหญิงสาวที่มีเสรีภาพทางความคิด การแสดงออก และความเข้มแข็งอย่างเต็มเปี่ยม โดย อัญชลี อารยะพงศ์พาณิชย์

พิธีเปิดนิทรรศการในวันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม 2555 เวลา 18.30 น. ณ หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล (ถนนบรมราชชนนี)

ศิลปิน : อัญชลี อารยะพงศ์พาณิชย์

วันที่ : 26 มกราคม – 4 มีนาคม 2555

สถานที่ : หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล (ถนนบรมราชชนนี)

Eco friendly development

การพัฒนาเศรษฐกิจบนเส้นทางสีเขียว

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ประเทศแข่งขันกันผลิตอย่างเข้มข้นโดยคำนึงถึงการลดต้นทุนและเพิ่มกำไรเป็นหลัก หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มากขึ้น เศรษฐกิจสีเขียวให้ความสำคัญกับเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศโดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ดังนั้นเศรษฐกิจสีเขียวเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมองผลประโยชน์ของส่วนรวมของ สังคม เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเพื่อให้ลูกหลานของเราในภายภาคหน้าสามารถ มีชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างสบาย ไมใช่เหลือแต่ทะเลทรายหรือโลกที่ไม่มีต้นไม้เหมือนในหนังหลายๆ เรื่องที่มักวาดภาพโลกอนาคตเอาไว้

ในเมื่อเศรษฐกิจสีเขียวดีอย่างนี้แล้ว คำถามที่น่าคิดคือทำไมทุกประเทศไม่มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจของตนเป็นเศรษฐกิจ สีเขียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเศรษฐกิจโลกยังต้องพึ่งน้ำมัน (Fossil Fuel) เป็นพลังงานหลักในภาคการผลิตและขนส่ง พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนสูงมาก ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการทำวิจัยและผลิตเพื่อใช้ในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีประเทศใดที่ใช้พลังงานทดแทนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีก็แต่ประเทศที่ร่ำรวยแล้วที่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับเศรษฐกิจสี เขียว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการพัฒนาแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกใน เวทีระหว่างประเทศเป็นประจำ โดยในกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) ที่มีการประชุมมาหลายต่อหลายครั้งได้มีความพยายามให้ประเทศต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศกำลังพัฒนามักจะไม่พอใจที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมาบอกให้ตนลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากยังต้องใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนการ พัฒนาทางเศรษฐกิจ

แม้ไทยจะยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ก็ตาม แต่เป็นที่น่ายินดีที่มีความตื่นตัวกับเรื่องการพัฒนาแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวด ล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว กระทรวงการต่างประเทศของไทยมีการจัดกิจกรรมการทูตสีเขียว (Green Diplomacy) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน ในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ นอกจากนี้เศรษฐกิจสีเขียวก็เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ที่อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 อีกด้วย

ในระดับประชาชนแล้วการอนุรักษ์พลังงานคงไม่มีเรื่องของการเสียผลประโยชน์ เหมือนในภาคธุรกิจ คงจะดีไม่น้อยหากคนไทยทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือในการอนุรักษ์พลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยก็เพื่อสังคมที่น่าอยู่และเพื่อลูกหลานของเราในวันข้างหน้