มหาวิทยาลัยนเรศวรร่วมกับสภาศิลปกรรมไทยแห่งสหรัฐอเมริกา จัดโครงการปฏิบัติการทางศิลปกรรมนานาชาติ ครั้งที่ ๑





     ฟังการเสวนาวิชาการ ชมปฏิบัติการทางศิลปะ โดยศิลปินแห่งชาติ และศิลปินนานาชาติกว่า ๒๐ ประเทศ จำนวน ๑๕๐ คน วันที่ ๒๙ มกราคม – ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมจัดแสดงผลงานของศิลปินตลอดเดือนกุมภาพันธ์
     รองศาสตราจารย์ ดร.สุขกิจ ยะโสธรศรีกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า “มหาวิทยาลัยนเรศวรมีพันธกิจหลักสำคัญประการหนึ่งคือ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยมีสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน เป็นหน่วยงานปฏิบัติภารกิจทั้งในระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานด้านศิลปะ ได้ส่งเสริมให้มีการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และพัฒนางานศิลปะทุกแขนงอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น การจัดโครงการปฏิบัติการทางศิลปกรรมนานาชาติ ครั้งที่ ๑ ซึ่งสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวินร่วมกับสภาศิลปกรรมไทยแห่งสหรัฐอเมริกาจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรมของศิลปินในระดับนานาชาติ อันเป็นโอกาสสำหรับนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และผู้สนใจงานศิลปะได้เปิดโลกทัศน์ รับองค์ความรู้ใหม่ ตลอดจนเป็นการผลักดันให้ศิลปะและศิลปินไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในเวทีสากล ทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธภาพอันดีระหว่างประเทศอีกด้วย
     รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์กล่าวต่อว่า “โครงการปฏิบัติการทางศิลปกรรมนานาชาติ ครั้งที่ ๑  กำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๒๙ มกราคม – ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ณ อาคารอเนกประสงค์และอาคารสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ประกอบด้วยการเสวนาทางวิชาการเรื่อง ศิลปกรรมร่วมสมัยไทยและนานาชาติ การปฏิบัติการทางศิลปะ (Workshop) ประเภทต่าง ๆ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม งานกระดาษ ภาพพิมพ์ เซรามิค และสื่อผสมของศิลปินแห่งชาติ เช่น อาจารย์กมล ทัศนาญชลี, อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี, อาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตลอดจนศิลปินอิสระ เช่น มนัสวิน นันทเสน (ติ๊ก ชีโร่) และศิลปินนานาชาติ จำนวน ๑๕๐ คน จาก ๒๔ ประเทศ พร้อมชมนิทรรศการแสดงผลงานศิลปกรรมนานาชาติ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๖







การประชุมวิชาการนานาชาติ The 1st Rangsit University International Design Symposium “Work in Progress”


                   คณะศิลปะและการออกแบบ คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต 


ร่วมกับ 7th International Conference for Design for Sustainability of Japan 
จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 1st Rangsit University International Design 
Symposium“Work in Progress” เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ และ
งานออกแบบให้กับคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

                   โดยมีการจัดนิทรรศการและการเสวนาในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยวิทยากร

ผู้ทรงคุณวุฒิจากนานาชาติ อาทิ Mr.Singgih S. Kartono ผู้ก่อตั้ง Magno Brand 

ประเทศอินโดนีเซีย, Prof. Fumi Masuda จากมหาวิทยาลัย 

Tokyo Zokei University ประเทศญี่ปุ่น, Prof. Han Koning จาก Hanze University of

 Applied Sciences,Groningen ประเทศเนเธอร์แลนด์, คุณมกร เชาว์วาณิช นายกสมาคม

นักออกแบบผลิตภัณฑ์แห่งประเทศไทยและ Design Director บริษัท Cerebrum Design

 คุณศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์ นายกสมาคมสมาคมแอนิเมชั่น

และคอมพิวเตอร์กราฟิกแห่งประเทศไทย (TACGA) และคุณฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล 

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Bangkok Architectural Research (B/A/R)





























Banksy ถูกบันทึกภาพ ขณะกำลัง ปฏิบัติการจู่โจมสร้างงานศิลป์ ริมถนน

Banksy แบงค์ซี่ คือ 1 ใน เทพแห่งกราฟฟิตี้ ผู้ โด่งดังที่สุดในโลก และ ลึกลับที่สุดในโลก ผู้หนึ่ง ถูกบันทึกภาพได้โดยกล้อง CCTV ของผับที่มีชื่อว่า Primrose Hill pub ขณะกำลังสร้างสรรค์ผลงาน กราฟฟิตี้ ที่มีชื่อว่า " Run for your lives "



ภาพผลงาน "Run for your lives" เมื่อแล้วเสร็จ ภายในผับ Primrose Hill pub เมื่อแล้วเสร็จ

ภาพ นกพิราบขาวใส่เสื้อเกราะ ถูก เล็งด้วยปืน บนผนังในเมือง เบธเลเฮม (Bethlehem) เป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้นยูเดียทางตอนใต้ของอิสราเอลในปัจจุบัน


เป็นภาพใน 1 ใน 9 ผลงาน ของ แบงค์ซี่ ทีสร้างสรรค์ขึ้นในช่วง สิงหาคม 2005 บนกำแพงเวสต์แบงก์ ในอิสราเอล เป็นรูป กำแพงเวสต์แบงก์ที่แตกออก เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใส มีเด็กน้อย ถือกระป๋อง และพลั่วตักทรายเด็กเล่น ยืนอยู่ตรงกลาง หากได้ชมคลิปวีดีโอที่เขาถ่ายไว้ จะเห็นว่าด้านหลังกำแพง มี ทหารถือปืนยืนอยู่ (เสี่ยงโคตร สำหรับบริเวณ เขาอาจถูกสอยได้ทุกเวลา)


เป็นภาพล้อเลียน ภาพยนต์เรื่อง เขย่าชีพจรเกินเดือด ( Pulp Fiction ) ของผู้กำกับ เควนติน ทาแรนติโน(Quentin Tarantino) จากในภาพที่นักแสดงนำ จอห์น ทราโวลตร้า( John Travolta ) และ ซามูเอล แอล. แจ็คสัน( Samuel L. Jackson ) แทนที่จะถือปืน กับ เปลี่ยนเป็นถือกล้วยแทน เพื่อสื่อให้เห็นถึงหยุดใช้ความรุนแรง ภาพนี้อยู่ที่ ถนน Old Street ในกรุงลอนดอน(London) ประเทศอังกฤษ


ภาพนี้ ถ้าดูประกอบข้อความ The mild mild west แบงค์ซี่คงต้องการจะสื่อให้เห็น นี้หรือคือ ความละมุนละม่อม ของ โลกตะวันตก ภาพนี้ปรากฏบนผนังริมถนน Croft street ในเมืองบริสตอล(Bristol)


1 ใน ภาพที่โด่งดังที่สุดของ Banksy เป็นภาพ ชู้ที่ต้องออกมาห้อยแต๋งแต่ง นอกหน้าต่างเมื่อ ผัวเขากลับมา ภาพนี้อยู่ที่เมืองบริสตอล(Bristol)


ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร แบงค์ซี่ก็สามารถ นำผลงานของเขาไปร่วมแสดงได้อย่างลงตัว อย่างน่าอัศจรรย์ใจ อย่างยิ่ง ภาพนี้เป็นภาพรถบดถนน ที่ เหมือนจะวิ่งทับ ตำรวจ จนแบนติดล้อไปเลย


ภาพผลงาน ของ Banksy ที่เป็นรูปของตำรวจกำลังเล็งปืน สไนเปอร์ ด้านหลังเป็น เด็กน้อยมีอาวุธในมือ ถือถุงเป่าลม ที่หมายจะตบให้ ตำรวจ ตกใจ ภาพนี้ปรากฏในเมือง บริสตอล(Bristol)


ภาพนี้ เป็นภาพตำรวจกำลังค้นร่างกายเด็กหญิง (สังเกตไหมว่า ไม่ว่าบ้านไหน เมืองไหน ตำรวจ ก็เก่งแต่คนไม่มีทางสู้ กฎหมายมีไว้บังคับผู้อ่อนแอ เท่านั้น)


ภาพนี้ แสดงให้เห็นว่า แบงค์ซี่ ต่อต้านกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่เข้ามาทำลายร้านค้าโชห่วย ขนาดเล็กจนพังพินาศ (ในภาพเห็นว่าเด็กชักธงที่เป็นถุงของห้าง Tesco ส่วนเด็กคนอื่นก็ยืนทำความเคารพ ) ภาพนี้ปรากฏบนผนังของร้านขายยา Savemain pharmacy ริมถนน Essex Road เมือง Islington


ภาพนี้จะเห็นเด็กน้อยชุดแดง กำลัง กลิ้งสีเป็นข้อความว่า " ONE NATION UNDER CCTV " มุมซ้ายล่างมีตำรวจยืนถ่ายภาพ กับ หมา ซึ่งเหมือนจะสื่อว่า พบเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การเฝ้าดู ของ กล้อง CCTV ทุกหนทุกแห่ง


ภาพนี้เป็น ผลงานที่จัดแสดงในงานผลงาน Barely Legal exhibit ผลงานนี้มีชื่อว่า " Love is in the AIR " เป็นภาพของผู้ประท้วง มีผ้าเช็ดหน้าคาดจมูก ปิดปาก เพื่อป้องกัน Gas น้ำตา ทำท่ากำลังจะขว้าง แต่แทนที่ในมือจะขว้างระเบิดขวด แต่ มันกลับกลายเป็น ช่อดอกไม้
หากเหตุการณ์เมื่อเดือน พฤศภาคม 2553 ทำไมไม่แสดงออกกันอย่างนี้บ้างนะ ผมว่าถ้าผู้ร่วมชุมนุมทุกคน รวมกันขว้างดอกไม้ใส่ทหาร ผลที่ออกมา มันอาจจะเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ ของ เมืองไทย ไปอย่างสิ้นเชิง ในทุกแง่ ทุกมุม ไปตลอดกาลแน่นอน โดยส่วนตัวผมชอบภาพนี้มากมาย


รูปสาวใช้กำลัง หมก ความสกปรกเข้าหลังผนัง ทำไม บ้าน เมือง มันถึงสับสนวุ่นวาย ก็เกิดจาก พวกเราที่มักจะ ซุก ปัญหา กัน แทนที่จะแก้ไขมัน ปล่อยให้มันสะสมรอวัน ระเบิดออกมา จนไม่สามารถแก้ไขได้อีก


ภาพนี้เป็นอีก 1 ผลงานของ Banksy และการนำเสนอผลงานนั้นยิ่งแปลกแหวกแนวอย่างยิ่ง เป็นรูปล้อเลียน แบบภาพเขียนภายในถ้ำ ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ กำลังเข็นรถไป Shopping สัตว์ป่า แบงค์ซี่นำผลงานนี้ไปซุกไว้ใน พิพิธภัณฑ์ The British Museum โดยใช้เทปกาว 2 หน้าติดไว้ที่ด้านหลังของผลงาน แล้วนำติด กับ ผนัง แบงค์ซี่เฝ้ารอ รอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าจะมีใครมาพบผลงานนี้ของเขา จนเหนื่อยใจ จนเขาต้อง Post ข้อความ บน website ส่วนตัวของเขา ถึงเรื่องราวดังกล่าว


เมื่อผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ ทราบเรื่องราวจึงทำการออกค้นหาภายในพิพิธภัณฑ์ จึงพบผลงานของ แบงค์ซี่ แต่ผลงานของเขานั้นล้ำค่าเกินกว่าจะโยนทิ้งลงถังขยะ มันถูกนำไป จัดแสดง อย่างเป็นทางการใน พิพิธภัณฑ์ The British Museum ดังแสดงในภาพ(รูปในกรอบขวามือล่าง)
โดยส่วนตัวต้องยอมรับเขาได้เป็นเพียงจิตกร แต่ เขายังเป็นนักการตลาดที่ยอดเยี่ยมด้วย

"ศิลปะ" ร่วมสมัยกันอย่างไร และ อย่างไรจึงร่วมสมัย

โดย : อารยา ราษฎร์จำเริญสุข 

‘ร่วมสมัย’ เป็นคำที่คนในวงการศิลปะใช้บ่อย บางครั้งในการใช้ต่างคนก็ต่างเหมือนจะเข้าใจกันดีว่า หมายถึงศิลปะปัจจุบันที่น่าตั้งคำถามว่ามีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันซึ่งหน้าตาไปร่วมสมัยกับอดีต และมีศิลปะที่ผลิตในเวลาปัจจุบันที่คนปัจจุบันดูไม่รู้เรื่อง

น้อยครั้งแต่ไม่ใช่ไม่มี ในที่ประชุมในองค์กรศิลปะจะมีใครสักคนลุกท้วงการใช้คำนี้ในหลักสูตรว่า จริงๆ แล้วแปลว่าอย่างไรกันแน่เล่า

เราเอาเวลาผลิตเป็นที่ตั้งแล้วก็นึกว่า ศิลปะที่ถูกผลิต ณ เวลาปัจจุบันเป็นศิลปะร่วมสมัยคือผลงานร่วมสมัยกับเวลา ลืมไปว่าคำว่า ‘เวลา’ ไม่หมายถึงเพียงวันที่ เดือนและปีพ.ศ. แต่ผนวกพ่วงเอาความเป็นไปแห่งเวลามาด้วย ลืมไปว่าละครทีวีของเราเองเอานิยายเก่าๆ มาเปลี่ยนตัวละครเป็นดารารุ่นใหม่แล้วสร้างซ้ำๆ มาเนิ่นนาน ที่เราจะนั่งดูละครเรื่องเก่าในสายตาของคนในส่วนแวดล้อมใหม่ ลืมไปว่าละครย้อนยุคถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบันมีไม่น้อยและเราอาจดูละครเรื่องนั้นด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีต เวลาจึงไม่ใช่ตัวกำหนดความร่วมสมัยถ้าในส่วนของ ‘ความเป็นไป’ นั้นไม่ใช่ คือไม่ไปด้วยกันทั้งเป็นๆ หมายว่ามีบางอย่างตาย เวลาเคลื่อน ศิลปะถูกผลิต แต่ความเป็นไปตายหรือแช่นิ่ง หรือเอาความเป็นไปที่ตายแล้วมาดองให้คงอยู่ในชิ้นงานศิลปะ

ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัย หันมองรายรอบ ยังมีศิลปะของยุคสมัยใหม่อยู่มากมาย ส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันการศึกษา ในเวลาและความเป็นไปร่วมสมัยยังมีศรัทธาสืบทอดที่คล้ายยังคุกรุ่นร้อนเร่าอย่างเคยมา (ถ้าคำอ้างแห่งศรัทธานั้นไม่เป็นเพียงแนวคิดงานศิลปะ) มีความจงรักและภักดีต่อสไตล์เดิม (ถ้าไม่ใช่การยืนยันว่าไม่ อาจหาก้าวใหม่ที่แตกต่าง) ที่สำคัญคือมีทัศนคติอย่างเดิมที่ดูเหมือนขัดแย้งกับปัจจุบันผ่านผลงานศิลปะที่ไม่ร่วมสมัยแต่ในเวลาร่วมสมัย (ถ้าไม่ใช่การยึดติดแล้วคืออะไร)

อาการของการเปลี่ยนแปลงจากสมัยใหม่ไปสู่ลักษณะอาการของคำจำกัดความที่บอกท่วงทีอื่นๆ ในศิลปะอาจไม่ชัดนัก อย่างที่ Annabelle O. Boissier ตั้งคำถามต่อลักษณาการของศิลปะ ในบทความว่าด้วยศิลปะในประเทศไทยในสูจิบัตรนิทรรศการหนึ่งในต้นปีพ.ศ.2550 ว่า "งานเหล่านี้เป็นงานสมัยใหม่ งานร่วมสมัย ยังคงเป็นงานแบบไทยๆ หรือถูกโลกาภิวัตน์แล้วกันแน่?"

นอกจากนี้ ความสมัยใหม่ (ในคำถามของ โอ โบซิเยร์ข้างต้น) ที่เป็นแนวคิดซึ่งออกอาการ ที่ไม่ใช่ "ความมั้ยหมั่ย" นั้นได้ถูกกล่าวหาไว้หลายมุมในราวสิบปีมานี้

Shimizu Toshio ในปี พ.ศ.2538 ผู้ที่ทอดสายตามองบางฉากของประเทศในเอเชียซึ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่าย สงบ ในขณะที่ฉุกใจคิดต่อข้อความในป้ายผ้าหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ในญี่ปุ่นซึ่งรับอิทธิพลสมัยใหม่ทางวัตถุและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วว่า "สิ่งที่ฉันมองหาคือความสุข" ในข้อเขียนที่ชื่อ Vision of Happiness เขากล่าวว่า "ระบบสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่วิธีการหนึ่ง แต่เป็นต้นแบบ"

ในขณะที่อีกบทความหนึ่งคือ Jean - Hubert Martin เขียนไว้ในส่วนของอาการทางศิลปะสมัยใหม่ใน Art in a multi - ethnic Society ว่า "ความเป็นสมัยใหม่ก่อปัญหามากมาย...ประเภทของงานจิตรกรรมและประติมากรรมมักจะเลือนหายไปในศิลปะร่วมสมัย รูปแบบการแบ่งแบบเก่าได้พิสูจน์แล้วว่าไม่อาจอยู่ได้กับวัฒนธรรมอื่นๆ"

และทัศนัย เศรษฐเสรี เขียนไว้ในบทความวิจารณ์ยุคสว่างและการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ถึงโครงงานซึ่งเป็นความหวังของแนวคิดสมัยใหม่ที่ไม่ได้ผลและ "ไม่ก่อให้เกิดการคิดซ้ำหรือคิดใหม่" และ "ทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานศิลปะ"

ถ้า ‘สมัยใหม่’ เป็นดังข้างต้นแล้ว ‘ร่วมสมัย’ เล่าเป็นอย่างไร

ครั้งหนึ่งราวต้นปี พ.ศ.2548 ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายของ ศ.เจตนา นาควัชระ ส่วนเล็กๆ ของการบรรยายนำไปสู่คู่กลุ่มคนร่วมสมัย เป็นคู่ระหว่างคีตกวีในอดีตในยุโรปนานมากับกลุ่มผู้ฟังที่ "ทันกัน" เนื้อความนำไปสู่คีตกวีนั้นต้องรักษาคุณภาพผลงานเพราะผู้ฟังเขามีรสนิยม เขาจับสำเหนียกได้ว่างานตก หรือคงระดับแห่งความปราดเปรื่องเปล่งประกายเอาไว้ได้

มีอาการของศิลปะร่วมสมัยที่พอจับได้จากแถบแถวของตัวหนังสือ เก่าบ้าง ใหม่บ้างที่แน่นอนต้องไม่ใช่ คำตอบเดียว เพราะในความร่วมสมัยมีความหลากหลายแบบที่ "อัตลักษณ์ลูกผสมและเปลี่ยนผ่านนับวันจะกลายเป็นกฎเกณฑ์แทนการเป็นข้อยกเว้น"

"ศิลปะร่วมสมัยเป็นผลผลิตของขนบ" เป็นคำกล่าวของ Caroline Turner ในนิทรรศการ First Asia Pacific. 1993 ที่ Queensland Art Gallery เป็นในขณะที่มีความพยายามจะหาฐานที่มั่นในเอเชียแปซิฟิกเพื่อพ้นจากสถานการณ์ศิลปะร่วมสมัยที่ถูกครอบงำจากศูนย์กลางตะวันตก และออสเตรเลียมีบทบาทเป็นแม่งาน

ที่อาจยืนยันกับเราได้ถึงความไม่ไร้รากของศิลปะร่วมสมัย

Jean Hubert Martin กล่าวไว้ใน Art in a multi-ethnic Society 1995 ว่า ในบริบทศิลปะร่วมสมัย คำจำกัดความของศิลปะในฐานะที่เป็นสิ่งที่ไม่เน้นประโยชน์ใช้สอยไม่อาจใช้ได้อีกต่อไป และในรายละเอียดที่มากไปกว่าประโยคข้างต้นคือ "ไม่มีวัสดุชนิดใดหรือเทคนิคใดที่ศิลปินทัศนศิลป์ในปัจจุบันไม่สามารถนำมาใช้ในงานของตน"

Dan Cameron ได้ให้อรรถาธิบายผ่านคำถามไว้หลายท่อนในบทความ 2546 "ศิลปะวันนี้ รวมถึงกวีนิพนธ์ ดนตรี และงานสร้างสรรค์อื่นๆ สะท้อนความบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่าที่ขยายไปไกลกว่าอาณาเขตของความงาม ความพึงพอใจ และรสชาติหรือไม่"

ในส่วนคำถามสุดท้ายที่เป็นคำถามชี้นำต่อคำตอบที่ดูเหมือนผู้เขียนมีอยู่แล้วในใจคือ

"ศิลปินร่วมสมัยกับการสร้างสรรค์ของพวกเขาเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าของการมาถึงของยุคซึ่งต้องเคลื่อนไปไกลเกินคำนิยามที่ถูกจำกัดของตัวตน ชาติ เพศ ชั้นและเชื้อชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์โดยรวมหรือไม่"

และถ้าเป็นอย่างนั้นความเฉพาะพิเศษของศิลปะร่วมสมัยคือการปรับตัวและการกลืนเข้าเนื้อกับความ เป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างใช่หรือไม่ ศิลปินร่วมสมัยกำลังถูกกระทำจากเหตุการณ์แวดล้อมจนเป็นเหยื่อของสถานการณ์วัฒนธรรมโลกหรือไม่

อันนาแบล โอ โบซิเยร์ ได้ให้คำตอบที่ว่าศิลปินไม่ได้เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ลูกผสมเสมอไป แต่เป็นผู้กำหนดตนเองด้วย ดังข้อความนี้ "ศิลปินร่วมสมัยมักใฝ่หาเอกลักษณ์ที่หลากหลาย และหลีกเลี่ยงการจัดกลุ่มตน ให้สังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะอาจส่งผลต่อช่องทางการจัดแสดงผลงาน"

คำตอบของหัวข้อที่ตั้งไว้ว่าด้วยศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราอาจอยู่ที่คำทำนายที่ว่า ในความเป็นไปหลากหลายสายทางอาจมีสำนวนทางศิลปะร่วมสมัยเพียงชุดเดียวที่เราใช้เป็นวาทกรรมต่อศิลปะร่วมสมัยในยุคของเราได้ มีเงื่อนไขเดียวคือต้องเป็นสำนวนที่เปิดกว้างที่สุด

อารยา ราษฎร์จำเริญสุข
 

“Nino” ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมจากฟิลิปปินส์ ภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse เรื่องที่ 3


วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2555 เวลา 17.20 – 21.00 น.
ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5
         หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และ Films Forum นำเสนอภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ในเทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse เรื่อง Nino ภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับ Loy Arcenas ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย และได้รับการยกย่องจากหลายเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก นำแสดงโดยนักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียง Shamaine Centara Buencamin ผู้ได้รับรางวัลนักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยมที่ Hongkong Film Festival ภาพยนตร์มุ่งความสนใจไปยังเด็กน้อย ผู้ที่แต่งตัวเป็น Santo Nino พระคริสต์เด็กผู้เป็นชาวฟิลิปปินส์ โดยเชื่อว่าจะนำปาฏิหาริย์มาให้ เขาอาศัยอยู่ในของครัวชนชั้นสูงที่กำลังลดถอยลง และรอคอยให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
 ืื         ภาพยนตร์มี Subtitle ภาษาอังกฤษ ช่วงท้ายรายการมีการเสวนากับผู้กำกับ เพื่อแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์และมุมมองของผู้สร้างภาพยนตร์ให้ได้แลกเปลี่ยนทัศนะระหว่างผู้สร้างสรรค์งานและผู้เสพงานศิลปะในเชิงภาพยนตร์
 ืื          โครงการฉายภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse นำเสนอภาพยนตร์จากนานาประเทศ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีความโดดเด่นน่าสนใจ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสกับประสบการณ์ แนวคิด และมุมมองที่แตกต่างจากวัฒนธรรมที่แวดล้อมอยู่ในปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องต่อไปในโครงการภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse ได้แก่ The Clay Bird (บังคลาเทศ subtitle ไทยและอังกฤษ) ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน และภาพยนตร์ไทยเรื่อง ฟ้าทะลายโจร ในวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2555
—–
“Nino” (Philippines 2011), the third film of Cinema Diverse Series
 Saturday 20 October 2012, 5.20 p.m. – 9 p.m.
Auditorium, 5th floor
           Bangkok Art and Culture Centre and FilmS Forum present the third film of Cinema Diverse series; Nino (Philippines 2011). This is the first film of a director Loy Arcenas and the film has won awards and praise at many festivals around the world. Well-known actress Shamaine Centera Buencamin, won the Asian Film Award for Best Supporting Actress, at the Hongkong Film Festival. The story centres around the young child Nino, who dresses up as Santo Nino, the child-christ who the Filippinos believe, will bring miracles.  He lives with a fading aristocratic family  who have many secrets to hide, and  who all wait desperately for a miracle to happen.
            After the film shown, there will be a Q&A session with the director about the film as well as to share experience between the content provider and consumer.
             Cinema Diverse is a programme showing films from various countries. Films selected have content regarding culture and society so with this selection, filmgoers can gain perspective and idea which is from a familiar environment. The next films are The Clay Bird (Bangladesh with English subtitle) on Saturday 17 November and Tears of the Black Tiger (Thai with English subtitle) on Saturday 15 December 2012.
—–

ก้าวย่างสำคัญของ “ตลาดศิลปะร่วมสมัย” ในอุษาคเนย์




พูดไปใครจะเชื่อว่า ในวีคเอนด์หนึ่งของเดือนกรกฎาคม 2555 ณ อาคารเล็กๆ หลังหนึ่งกลางเมืองยอกยาการ์ต้า (เมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่บนเกาะชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย) ที่นี่จะได้เปิดประตูต้อนรับนักเสพงานศิลป์กว่า 6000 ชีวิต ที่ทยอยกันมา “รับชม” และ “หาซื้อ” ผลงานศิลปะของ “ศิลปินเลือดอาเซียน” กันอย่างคึกคัก
TCDCCONNECT ได้แวะไปเยี่ยมเยียนตลาดงานศิลป์น้องใหม่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ART/JOG’12 นี้แบบไม่เป็นทางการ (หรือจะเรียกว่าไม่ได้ตั้งใจก็คงไม่ผิดนัก) แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เราได้ค้นพบว่า Art Fair ขนาดย่อมๆ ณ มุมเล็กมุมหนึ่งบนเกาะชวานี้ มันได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผ่านฝีมือนักบริหารจัดการศิลปะระดับโปรฯ และมันมีเป้าที่จะไต่ระดับบินสู่เวที “การค้าศิลปะสากล” อย่างไม่ต้องสงสัย
ในปี 2555 นี้ ART/JOG ได้เติบโตเข้าสู่ขวบปีที่ 5 แล้ว พร้อมกับธีมงาน “Looking East — A Gaze upon Indonesian Contemporary Art” ที่ตอกย้ำถึงจุดยืน “ความเป็นท้องถิ่น” ได้อย่างชัดเจน เราลองไปดูกันว่า เพื่อนบ้าน AEC ของเรารายนี้ เขากำลังพยายามทำอะไรกับ “ตลาดศิลปะร่วมสมัย” หนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ
Artist-Centered Art Fair : เมื่อศิลปินคือผู้กำหนดตลาดงานศิลปะ
ดูเหมือนว่าทางกลุ่มผู้จัดงาน ART/JOG’12 นี้ จะรู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดีว่า คิวงาน Art event ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียนั้น “อัดแน่น” แค่ไหนในแต่ละปี ดังนั้นการจะทำให้ Art Fair หน้าใหม่ ในเมืองที่ไม่ใช่ “ฮ่องกง” “ปักกิ่ง” “เซี่ยงไฮ้” หรือ “สิงคโปร์” โดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของนักสะสม และนักค้างานศิลป์ระดับภูมิภาคนั้น มันจำเป็นจะต้องมี “รูปแบบ” และ “สไตล์” ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร
นี่เองน่าจะเป็นที่มาว่าทำไม ART/JOG ถึงโฟกัสการเลือกผลงานทั้งหมดไปที่ “ศิลปินเลือดใหม่” โดยทางผู้จัด Heri Pemad Art Management ได้เปิดประตูกว้างแบบ Open Call ให้ศิลปินหน้าใหม่ (หรือหน้าไหนก็ได้) ร่วมส่งผลงานเข้าคัดสรร และหากผลงานใดเข้าตากรรมการ (ทีมคิวเรเตอร์) ผลงานนั้นก็จะได้เนื้อที่จัดแสดงภายในหอศิลปวัฒนธรรม Taman Budaya Yogyarkata ไปทันที
นอกจากนั้น ART/JOG ยังได้ปรับฟอร์แมทของงานให้แตกต่างจาก Art Fair ทั่วไป นั่นก็คือ พวกเขาเลือกที่จะตัดตอนพ่อค้าคนกลางออกไปทั้งหมด และนำเสนอผลงานของศิลปินในรูปแบบของ “นิทรรศการรวม” (แทนที่จะแบ่งเนื้อที่แฟร์ออกเป็นบูทๆ เพื่อขายให้กับแกลเลอรี่น้อยใหญ่) ดังนั้น หากคุณเป็นนักช้อปงานศิลปะแล้วล่ะก็ ที่ ART/JOG’12 คุณก็จะมีโอกาสเลือกซื้อผลงานชั้นดีที่คัดสรรมาแล้วรวม 224 ชิ้น จากศิลปิน 153 คน โดยไม่ต้องผ่านแกลเลอรี่หรือเทรเดอร์หน้าไหนทั้งสิ้น และศิลปินที่เข้าร่วมงานนี้ก็คือ ผู้ที่ “ตั้งราคา” ผลงานของพวกเขาเองทั้งหมด (โดยมีทีมผู้จัดงานคอยให้คำแนะนำ)
จุดเด่นอันนี้ทำให้ ART/JOG’12 เป็น “Art Fair ของศิลปิน” ที่มีผลงานหลากหลายรูปแบบ และมีระดับราคาที่ “เป็นสากล” มากขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน (สนนราคามีตั้งแต่ 320 เหรียญขึ้นไปจนถึง 260,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งชิ้นที่แพงที่สุดนี้คืองาน Installation สเตนเลสสตีลรูปเครื่องบินขนาดมโหฬาร “Mythic Airways” – โดย Pintor Sirait)
จากก้าวแรกที่เราเดินเข้าไปในตัวงาน สัมผัสแรกที่ทุกคนน่าจะรู้สึกตรงกันก็คือ Art Fair นี้มีบุคลิกที่เข้าถึงได้ง่ายมากๆ ยกตัวอย่างเช่น
1) ทุกคนสามารถถือกล้องถ่ายรูปเข้าไปได้
2) ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย หรือพนักงานรักษาความปลอยภัย มาคอยจ้องหรือเดินตามคุณ (อันจะทำให้คุณรู้สึกกริ่งเกรงที่จะสังเกตผลงานอย่างใกล้ชิด)
3) ART/JOG ไม่คิดค่าบัตรเข้างานแม้แต่สตางค์แดงเดียว (ข้อนี้ทำให้ผู้ชมชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตกถึงกับงง)
4) หากคุณอยากทราบราคา อยากซื้อ หรืออยากสั่งจองผลงานชิ้นไหน คุณก็แค่เดินเข้าไปถามพนักงานของแฟร์ที่มักจะนั่งอยู่บริเวณด้านหน้า ซึ่งเขาและเธอเหล่านี้ก็จะมีใบราคาแบบ Full List พร้อมยื่นให้คุณทันที
คำถามต่อมาคือ การจัด Art Fair สเกลขนาดนี้ แถมไม่คิดค่าเข้า แล้วฝ่ายจัดงานได้อะไร …ทำไปมันจะไม่เข้าเนื้อหรือ?  คำตอบคือ “หวังว่าจะไม่” ทางผู้จัด Heri Pemad กล่าวว่า ดีลง่ายๆ และตรงไปตรงมาที่สุดระหว่างผู้จัดกับศิลปิน ก็คือ ภายในนิทรรศการนี้หากผลงานชิ้นไหนขายตัวเองออก ทางผู้จัดก็จะขอหักคอมมิชชั่นไว้ส่วนหนึ่ง (เพื่อจุนเจือค่าใช้จ่ายในการจัดงาน) ส่วนชิ้นไหนที่ขายไม่ได้ ก็จะถูกส่งคืนให้ทางศิลปินหลังงานจบ …ก็เท่านั้น
เวทีท้องถิ่นเพื่อศิลปินทั่วโลก Satriagama Rakantaseta ผู้อำนวยการของ ART/JOG’12 เผยว่า แม้ผลงานส่วนใหญ่ในแฟร์นี้จะเป็นผลงานจากศิลปินอินโดฯ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มาจากศิลปินชาติอื่นๆ ทั้งจากในอาเซียน และจากชาติยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Ahmad Fuad Osman จากมาเลเซีย, Willis Turner Henry จากสิงคโปร์, Wim Delvoye จากเบลเยี่ยม, Ashley Bickerton ศิลปินอเมริกันในบาหลี นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผลงานอีกจำนวนหนึ่งซึ่งส่งเข้ามาโดยศิลปินอินโดฯ ที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ อาทิเช่น  Tintin Wulia จาก Australia and EddiE haRA จาก Switzerland เป็นต้น
ผลงานทั้งหมด 224 ชิ้นที่ได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงใน ART/JOG’12 ครั้งนี้ ถูกตัดสินบนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ รูปแบบงาน และความเกี่ยวโยงกับธีมงานเป็นหลัก ซึ่งก็ดูเหมือนว่าทีมคิวเรเตอร์ชุดนี้จะทำงานได้มีประสิทธิภาพใช้ได้ เพราะสถิติผลงานที่ถูกจองซื้อแค่ในสัปดาห์แรกก็กระโดดไปอยู่ที่ราว 40% แล้ว (ระยะเวลาจัดงานทั้งหมด 2 สัปดาห์)
“ฉันรู้สึกดีที่เห็นนักสะสมสนใจซื้องานจากศิลปินหน้าใหม่ๆ เพราะมันเป็นการตอกย้ำว่าเราได้เดินมาถูกทางแล้ว ที่สำคัญมันทำให้เรามั่นใจมากขึ้นด้วยว่า สิ่งที่เราพยายามทำอยู่นี้มันมีความหมายกับแวดวงศิลปะในภูมิภาคนี้จริงๆ” Rakanteseta ผู้อำนวยการ ART/JOG’12 กล่าวกับสื่อมวลชนเช่นนั้น
สิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ว่า ART/JOG กำลังจะก้าวสู่การเป็น “อาร์ตอีเวนท์ดาวรุ่ง” ของอาเซียนก็คือ การที่ Lorenzo Rudolf ตอบตกลงร่วมงานกับ ART/JOG’12 ในฐานะที่ปรึกษาพัฒนาโครงการ เพราะเขาคนนี้คือ ผู้ปลุกปั้นงาน Art Basel ให้โด่งดังขึ้นมาในช่วงปี 1991 – 2000 และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งของ ShContemporary in Shanghai และ Art Stage Singapore อีกด้วย
ดูเหมือนว่าพลังของคนกลุ่มเล็กๆ ที่หลงใหลในศิลปะร่วมสมัยจากอุษาคเนย์ คงจะไม่ใช่อะไรที่ “เล็ก” ตลอดไปเสียแล้ว ความคิดนี้ทำให้เราเองอยากกลับไปเยือนยอกยาการ์ต้าอีกครั้งในกรกฎาคมปีหน้า เพื่อติดตาม “ก้าวต่อไปของศิลปะอาเซียน” ในงาน ART/JOG’13

V64 Art Studio พื้นที่จัดสรรของเหล่าศิลปิน อีกความเคลื่อนไหวในสังคมสร้างสรรค์ไทย


เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม
ศิลปะวัตถุและโบราณสถานเปรียบเสมือนแบบเรียนประวัติศาสตร์มีชีวิตที่บอกเล่าเรื่องราวความเจริญทางศิลปะวัฒนธรรมในอดีตของชนแต่ละชาติ แต่สำหรับอนาคต ศิลปะยุคสมัยใดจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคม หากไม่ใช่… “ปัจจุบัน”
นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และศูนย์วัฒนธรรมแล้ว “ชุมชนทางศิลปะ” อันหมายถึง พื้นที่ทั้งในแง่ของสถานที่และในเชิงความคิดที่ศิลปินมีโอกาสได้ทำงานและแสดงผลงานร่วมกัน ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างสรรค์ผลงานและการแสดงออกทางศิลปะแขนงต่างๆ ตลอดจนช่วยพัฒนาองค์ความรู้ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมและช่วยให้ศิลปะอันเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญในสังคมนั้นธำรงอยู่
ชุมชนทางศิลปะไม่เพียงเป็นสังเวียนของการปะทะกันทางความคิดและความสามารถของเหล่าศิลปิน แต่ยังเป็นเสมือนยุ้งฉางที่ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและปากท้องของศิลปินรวมไปถึงชุมชนที่เกี่ยวข้องด้วย
ในต่างประเทศ บรรดาศิลปินทั้งมีชื่อและ(ยัง)ไม่มีชื่อมักจะเสาะหาที่พำนักราคาถูกเพื่อยึดเป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงานและพากันย้ายไปอยู่รวมกันจนกระทั่งเกิดเป็นกระแสและกลายเป็นชุมชนทางศิลปะในที่สุด ตัวอย่างที่เป็นโมเดลระดับโลกคือโรงงานทอฝ้ายเก่า Spinnerei ในเมือง Leipziger ประเทศเยอรมันและ 798 Art District โรงผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งหลังจากที่โรงงานทั้งสองแห่งเลิกใช้งานมาระยะหนึ่ง (และถูกทิ้งร้าง) มันก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสตูดิโอและแกลเลอรี่ เริ่มจากหนึ่งเป็นสิบจากสิบเป็นร้อย จนกระทั่งเกิดเป็นชุมชนทางศิลปะไปในที่สุด
สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่จำนวนพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์สู้จำนวนห้างสรรพสินค้าไม่ได้ แต่ความเคลื่อนไหวทำนองเดียวกับในต่างประเทศก็ได้เริ่มสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นแล้ว เพราะบนพื้นที่ 3 ไร่ในซอยวิภาวดีรังสิต 64 คือ V64 Art Studio สตูดิโอขนาดเท่าโกดังเก็บสินค้าพร้อมด้วยแกลเลอรี่ 35 ห้องที่กำลังกลายร่างตั้งไข่เพื่อเป็น “ชุมชนทางศิลปะ” แห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร
กว่าจะมาเป็น V64 
V64 Art Studio คือ สตูดิโอสร้างสรรค์ผลงานและแกลเลอรี่แสดงงานที่รวมเอาผลงานศิลปะแขนงต่างๆ อาทิ ภาพวาด เซรามิกส์ ศิลปะจัดวาง ฯลฯ ไว้ด้วยกัน รวมทั้งยังมีโรงเรียนสอนศิลปะและพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมทางศิลปะด้วย
“จะมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกันไหม?” คือ คำถามของคุณอธิมา ทองลุม ประติมากรจากตลาดนัดสวนจตุจักร ที่ทำให้ศิลปินหนุ่มสาวหลากสาขากว่า 60 ชีวิตยกพลมาร่วมกันสานฝันให้ตัวเองพร้อมทั้งสร้างความเคลื่อนไหวให้กับแวดวงศิลปะไทย
“เราเป็นกลุ่มศิลปินที่ผลิตผลงานขายในตลาดนัดสวนจตุจักร แต่ละคนมีแนวทางการทำงานของตัวเองที่ชัดเจนมาก และมีความเชื่อร่วมกันว่า ศิลปินเป็นอาชีพที่มั่นคง พวกเราจึงรวมตัวกันหาพื้นที่เพื่อรองรับการทำงานของตัวเองโดยได้แรงบันดาลใจมาจากต่างประเทศ อาทิเช่น M 50 ของเซี่ยงไฮ้ 798 Art District ของปักกิ่ง และ Spinnerei ของเยอรมัน คือ หลายๆ คนในกลุ่มเราได้มีโอกาสไปแสดงงานในต่างประเทศ จึงดูมาเป็นตัวอย่างแล้วเอาไอเดียมาคุยกัน” คุณกิตติ นารอด หนึ่งในศิลปินผู้ก่อตั้งเล่าถึงที่มาของ V64
ส่วนคุณอธิมา ผู้จัดการโครงการ เล่าถึงแรงบันดาลใจของเธอว่า “ศิลปินขายงานที่จตุจักรมักถูกมองว่า ไม่มีอุดมการณ์ แต่ดิฉันคิดว่า การที่คนทำงานศิลปะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มจะช่วยพัฒนาคุณภาพงานให้ก้าวหน้าขึ้น”
“มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการอยู่รวมกันจะทำให้ผลงานกลืนกันไป แต่เท่าที่ผ่านมาดิฉันพบว่าแต่ละคนสามารถผลักดันผลงานของตัวเองให้ดีขึ้นด้วยซ้ำ”
“สิ่งที่เราทำเป็นการช่วยเพื่อนในวงการศิลปะให้ได้ทำงานที่ตัวเองรัก ทุกวันนี้มีนักศึกษาจบใหม่ไม่น้อยที่ต้องเบนเข็มไปทำงานอย่างอื่น เราว่ามันเป็นการเสียโอกาสทางการศึกษาและสิ้นเปลืองงบประมาณรัฐนะ เมื่อมีที่นี่เกิดขึ้นศิลปินก็จะมีพื้นที่แสดงผลงาน แม้ไม่มีเงินก็มาคุยกันได้”
ศรัทธา + ใจ บริหารงานแบบศิลปิน
ด้วยความที่เป็นศิลปิน การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องที่ถนัดนัก แต่คุณกิตติก็เชื่อว่าความศรัทธาในวิชาชีพบวกกับความตั้งใจที่จะเรียนรู้น่าจะช่วยให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้
“กระบวนการทำงานเริ่มจากการคุยกันในกลุ่มว่าใครจะมาร่วมทำบ้าง เมื่อรวมกลุ่มกันได้แล้วเราก็เริ่มหาสถานที่ ซึ่งมีหลายที่ที่เหมาะสม อย่างเช่น โกดังเก่าริมน้ำ แต่ดันติดปัญหาเรื่องราคา ติดต่อเจ้าของไม่ได้ ฯลฯ จนกระทั่งเรามาได้ที่นี่ พวกเราเริ่มทำงานจากที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการที่ต้องเรียนรู้เยอะมาก เช่นการเช่าสถานที่ที่ไม่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาเช่าได้ ทำให้เราต้องไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องศึกษาทั้งเรื่องของกฎหมายและเรื่องนอกกฎหมายต่างๆ”
“รายได้ของเรามาจากค่าเช่าพื้นที่ของศิลปิน โรงเรียนสอนศิลปะ คาเฟ่และบาร์ ส่วนรายจ่ายคือ ค่าเช่าพื้นที่เดือนละ 2 แสนกว่าบาทและค่าดำเนินงานอีกเดือนละแสนกว่าบาท เราไม่ได้เอาเรื่องธุรกิจเป็นตัวตั้ง ทำเพราะรักและเชื่อในอาชีพศิลปิน มันเป็นเรื่องโรแมนติกล้วนๆ”
“การทำงานเราต้องเรียนรู้ที่จะประนีประนอมโดยเฉพาะเวลาที่ประสานงานกับศิลปิน ต้องเรียนรู้เรื่องการหมุนเงินและการหารายได้เพิ่มเติม ส่วนเรื่องที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้าน อาทิเช่น การตลาด การประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานเรื่องกฎหมาย ฯลฯ เราก็ให้มืออาชีพมาช่วยทำโดยอาศัยคอนเนคชั่นจากเพื่อนๆ”
คุณอธิมาเสริมว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยในขณะนี้พวกเธอได้วางแผนว่าจะจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งออกให้เช่าเป็นร้านอาหาร
“ปัญหาที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องค่าใช้จ่าย ในแง่ธุรกิจแล้วอาจยังไม่เรียกว่าประสบความสำเร็จ แต่หากเราคำนึงถึงการได้สร้างความเป็นชุมชน เราก็ภูมิใจแล้วว่า อย่างน้อยทุกวันอาทิตย์เวลาบ่าย 2 เราก็มีโครงการ Art Workshop ให้เด็กๆ มาเรียนศิลปะได้ฟรี แค่คิดว่า เราดึงเวลาเล่นเกมส์ของเขามาได้สามชั่วโมง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
แม้โครงการจะเพิ่งเปิดตัวได้เพียงไม่กี่เดือน แต่คุณอธิมาและคุณกิตติเล่าถึงเป้าหมายในอนาคตของ V64 ว่า ต้องการขยายผลเป็นชุมชนทางศิลปะเต็มรูปแบบและอยากจะเป็นอีกเวทีที่ช่วยพัฒนาคุณภาพงานของศิลปินไทย
“ในอนาคตเราจะมีการจัดสัมมนาเชิงวิชาการ มีอีเว้นท์ต่างๆ ที่ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความสามารถของศิลปิน ทั้งยังเป็นการช่วยสร้างคอนเนคชั่นระหว่างคนในอาชีพเดียวกันด้วย”
“ผมอยากให้ผลงานของศิลปินไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่คิดว่า ตอนนี้ศิลปินไทยยังขาดการฝึกฝนในบางด้าน เช่น ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยี ฯลฯ อีกอย่างการเรียนการสอนศิลปะในประเทศไทย (ส่วนมาก) ยังยึดติดอยู่ในกรอบที่ว่าศิลปะคือการวาดรูปเหมือน ซึ่งมันไม่ใช่”
“เราอยากให้ V64 เป็นเหมือนหมู่บ้านให้กับศิลปินหลายๆ กลุ่ม ทั้งนักดนตรี ดีไซเนอร์ นักแสดง ฯลฯ ถ้าทุกคนมาอยู่ร่วมกันที่ V64 ได้ก็จะดีใจมาก”
คุณกิตติทิ้งท้ายกับเราว่า “ศิลปะเป็นเรื่องของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปิน เพราะการที่เราจะป่าวร้องหรือสื่อสารว่าเราเป็นใคร …มันก็ต้องดูที่ศิลปะนี่แหละ”