การวิเคราะห์ผลงานศิลปะประกอบการวิจัยงานสร้างสรรค์

ผลงานของศิลปิน

ลิโอเนอร์ ฟินี Leonor Fini (1908 – 1996)

              ฟินี่เกิดที่บัวโนสไอเรส เติบโตที่ตริเอสเต เมืองท่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ปารีส ที่ซึ่งเธอได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มศิลปินเซอเรียลิสต์ ซึ่งเธอได้ร่วมแสดงผลงานหลายครั้ง ในช่วงเวลาระหว่างสงคราม ศิลปินหญิงผู้ฝึกฝนเรียนรู้การวาดภาพด้วยตนเองนี้เปรียบเสมือนตัวกระตุ้นชั้นเลิศ ท่ามกลางศิลปินใหญ่ของยุคนี้
              สิ่งที่อยู่ในงานของฟินีมิใช่ความเข้าใจแต่คือการมองเห็น ศิลปินเลือกใช้วัตถุดิบของศิลปะแฟนตาสติกที่มีมาตลอดสองศตวรรษอย่างเสรี สิ่งที่ปรากฏในภาพไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นร่างของสิ่งเหนือธรรมชาติ สาวพรหมจรรย์ หนุ่มสาว ผู้ไร้เพศ ผู้หลงใหลความงามของตนเอง แม่มด สามเทพธิดาฟิวรีส์ งูทะเลและตัวละครอื่น ๆ ในคลังแห่งเทพปกรณัมและเทพนิยาย ฟินีนำตัวละครเหล่านี้มาเรียงร้อยด้วยรูปแบบวิธีการอันน่าทึ่ง ทั้งยังยึดหลักการพื้นฐานของจิตวิทยาเกสตาลต์อย่างมั่นคงคือภาพรวมย่อมเป็นมากกว่าแค่การนำแต่ละส่วนมารวมกัน รูปทรงซึ่งเมื่อมองดูอาจแข็งทื่อปราศจากชีวิตชีวา แต่เมื่อนำมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ย่อมให้ผลลัพธ์ที่เต็มไปด้วยสิ่งอัศจรรย์ ความเร้นลับในภาพของฟินีมาจากวิธีการใช้แสงที่คลุมเครือ กระจัดกระจาย ทุกสิ่งเหมือนจมในห้วงแห่งความสลัวเลือนราง โลกที่อยู่ระหว่างกลางได้เปิดออกเชื้อเชิญให้ผู้ชมเปิดฉากการสำรวจอันแสนท้าทาย (วอลเตอร์ ชูเรียน. 2552 : 54)

        

ภาพที่ 1 ลิโอเนอร์ ฟินี Leonor Fini  (1908 – 1996)         ภาพที่ 2 L’Entracte de L’Apotheose,

ผลงานของศิลปิน

                 บัลธัสเป็บุตรของนักประวัติศาสตร์ศิลป์และจิตรกร แอริก คลอสโซวสกี และจิตรกรหญิงอลิซาเบธ โดโรธี สไปโช บัลธัสประกาศตนเป็นผู้มองโลกด้วยสายตาเยาว์วัยเสมอและคัดค้านการตี ความจากภาพภาพวาดทุกภาพของเขา เขาปรารถนาจะเห็นภาพเหล่านั้นถูกมองในฐานะเป็นภาพหุ่นนิ่ง และพร้อมที่จะยอมรับว่าภาพของเขาเป็นภาพของโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ภาพวาดของบัลธัสยืนยันว่าเป้าหมายคือความงาม มีรูปแบบและเนื้อหาที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่หัวข้อ ซึ่งหมายถึงความทรงจำย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่เขายังมีอายุเพียงสิบปี และเริ่มใช้หมึกวาดภาพแมวตัวหนึ่งที่เดินเข้ามาหาและจากไป
                 ภาพของบัลธัสคือห้องเก็บสมบัติประดามีที่ผู้ชมก้าวเข้าไปด้วยความพะวักพะวง พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาเงื่อนงำที่มั่นคงพอ พอจะยึดเหนี่ยวได้ ด้วยความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนแปลกหน้าเป็นผู้บุกรุก คนที่เห็นในภาพ การเคลื่อนไหวของเธอราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น ปราศจากเวลา และสถานที่ ปราศจากการรับรู้ถึงความมีอยู่ของสิ่งแวดล้อม ตกอยู่ในห้วงความฝัน จมอยู่กับตัวเอง สนทนากับแมวหรือรูเงาของตัวเองในกระจก แม้อยู่ในภวังค์ฝัน สาวน้อยร่างเปลือยเปล่าก็ตระหนักถึงเสน่ห์ของตน บัลธัสต้องการให้ผู้ชมรู้สึกว่าตนเองกำลังถ้ำมองหญิงสาว เช่น ภาพ Nude Before a Mirror

           

บัลธัส Balthus (1908 – 2001)

                 บัลธัสชอบวาดภาพเด็กผู้หญิง ภาพความเหม่อลอยตกอยู่ในความฝัน การทอดอารมณ์ การหลับ มักเป็นภาพเปลือยหรือเกือบเปลือย ซึ่งหญิงสาวในภาพอาจเป็น “นางฟ้า” หรือ “โลลิต้า” สาวน้อยผู้เย้ายวน ย่อมขึ้นอยู่กับสายตาของผู้ชม
                 บัลธัสไม่เคยผ่านการเรียนศิลปะจากสถาบันใด ยึดเอาจิตรกรเรเนสซองส์ยุคต้นอย่าง ปิเอโร เดลลา ฟรานเชสกา และจิตรกรสัจนิยม กุสตาฟ คูร์เบต์เป็นแบบอย่าง บัลธัสแต่งเติมบรรยากาศของความฝันเข้าไปในรูปแบบพื้น ๆ ความขัดแย้ง ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบที่เป็นร่างคนในภาพกับบรรยากาศหม่นมัว แฝงความรู้สึกเหมือนถูกครอบงำด้วยพลังชั่วร้าย (วอลเตอร์ ชูเรียน. 2552 : 72)
                ข้าพเจ้าสนใจผลงานของลิโอเนอร์ ฟินี ในเรื่องของการใช้วัตถุดิบทางศิลปะจากคลังแห่งเทพปกรณัม เทพธิดา สัตว์แปลกประหลาด มาเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นใหม่ ผสมผสานจนเกิดภาพที่ชวนให้เปิดโลกแห่งจินตนาการอันไร้ขอบเขต ขณะเดียวกันได้เชื่อมโยงอดีตเข้ากับโลกปัจจุบันจนยากที่จะแยกแยะว่าสิ่งไหนเป็นความจริง สิ่งไหนเป็นภาพลวงตา เมื่อมองผลงานของลิโอเนอร์ เหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าภาพเหล่านี้เป็นความฝัน แต่สามารถแทงทะลุถึงห้วงลึกของกิเลสตัณหาและความปรารถนาอันลี้ลับ
               ส่วนผลงานของบัลธัส สิ่งที่โดดเด่นคือการใช้ผู้หญิงเป็นองค์ประกอบหลักในอธิยาบถที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ แต่ในเวลาเดียวกันบัลธัสทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังล่วงล้ำเข้าไปเขตหวงห้ามลับเฉพาะและกำลังแอบดูหญิงสาวโดยที่ไม่รู้ตัว มีเส้นกั้นอย่างบางเบาระหว่างผู้แอบมองกับผู้มอง และนั่นคือเสน่ห์และความเย้ายวนในภาพของบัลธัส การสัมผัสช่องว่างระหว่างความรู้สึกประหนึ่งว่าเขตหวงห้ามนั้นกำลังถูกเปิดออก ขณะเดียวกันภาพของบัลธัสจะไม่บ่งบอกเวลา ไม่มีทางเข้าและทางออก เป็นหน้าที่ของผู้ดูที่จะค้นหาประตูนั้นเอง ความรู้สึกลักษณะนี้ตรงกับวัตถุประสงค์ของข้าพเจ้าที่ต้องการให้ผลงานไม่มีกำหนดเวลาและสถานที่ที่ชัดเจน

แนวความคิดการสร้างสรรค์ผลงาน

               ข้าพเจ้าต้องการแสดงออกถึงความงดงามในมุมมองของความเป็นผู้หญิงที่มีหลากหลายอารมณ์ โดยการบันทึกเรื่องราวในจิตนาการ ผ่านความคิดฝัน สัญชาติญาณ ความรัก ความมีเสน่ห์เย้ายวน จารีตและสังคม อันผูกพันกับวิถีการดำเนินชีวิต ด้วยการใช้สัญลักษณ์ลวดลายศิลปะโบราณจากโลกตะวันออก (Oriental Cultures) ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพจิตกรรมฝาผนัง เครื่องประดับ ผ้าทอมือ งาน Folk Art งาน Craft ของไทย อินเดีย อินโดนีเซีย จีน อัฟฟริกัน ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณเดิมที่เก่าแก่ ผสมผสานกับภาพผู้หญิงซึ่งเป็นตัวแทนความนึกคิดของจิตวิญญาณ ในยุคสมัยปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้ผ้าที่ผลิตขึ้นใช้ในปัจจุบัน ซึ่งลวดลายและสีสันที่หลากหลายเป็นตัวเชื่อมโยง ข้าพเจ้ามีความรู้สึกธรรมชาติของมนุษย์มักอยากไปท่องเที่ยวในดินแดนที่ลี้ลับภูมิทัศน์แปลกตา ยิ่งไม่มีในประเทศที่ตัวเองอยู่ ยิ่งทำให้น่าสนใจ ดินแดนที่ไปยากน้อยคนที่จะได้ไปเห็น เขตหวงห้าม ดินแดนที่มีคนบอกเล่าต่อกันมา ดินแดนในฝันแต่มนต์ขลังของดินแดนเหล่านี้กำลังถูกนักบริโภคกลืนกิน มนุษย์พิชิตดินแดนอันแสนยากลำบากด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เอาชนะกำราบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จนแทบจะไม่มีที่ใด ในโลกที่ไม่มีมนุษย์เดินทางไปถึง เหลือเพียงบันทึกของภาพถ่าย ภาพเขียน ภาพพิมพ์ทิวทัศน์ที่เคยบันทึกช่วงขณะอันงดงามเอาไว้


                                 ภาพที่ 5 ภาพจิตรกรรมไทยวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี

                   ภาพทิวทัศน์ของจีนโบราณ ภาพพิมพ์แกะไม้ของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 18 ภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทย อินเดีย จีน เป็นการบันทึกผ่านมุมมองสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีตภาพผู้คน ต้นไม้ ภูเขา สะพาน ทะเล ท้องฟ้า กลุ่มดอกไม้ สัตว์และแมลงต่าง ๆ ความสงบงันของผู้คน วิถีชีวิตที่คละเคล้ากับธรรมชาติ ความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย กลายเป็นภาพที่ดูห่างไกล เพ้อฝัน น่าสนเท่ห์ ขณะเดียวกันธรรมชาติมิใช่สิ่งที่คงอยู่โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลง แต่คือตัวกระตุ้นแรกสุดที่ก่อให้เกิดงานศิลปะ การเลือกสะท้อนภาพสิ่งแวดล้อมอันเป็นสิ่งที่ห่างหาย คือผู้ที่หวนคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมตั้งคำถามอย่างจริงจัง ตรวจสอบ และพยายามสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ ผ่านการเขียนรูปแบบต่าง ๆ การนำเสนอภาพทิวทัศน์หลากหลายรูปแบบ โดยใช้แรงบันดาลใจจากภาพถ่ายที่ได้จากสื่อต่าง ๆ และการร่างภาพ เกิดกระบวนการแปลงภาพเหล่านั้นไปจากเดิม กลายเป็นภาพที่เกิดจากสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ใช้การมองปราศจากการกำหนดกรอบความคิดล่วงหน้า และเป็นอิสระจากแบบแผนทางศิลปะเดิม ๆ เพราะทัศนศิลป์คือการรวบรวมและแสดงออกซึ่งสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยถ้อยคำ ความคิด และสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง (วอเตอร์ ชูเรียน. 2552 : ปีเตอร์ ดูอิก 94)

วิธีการดำเนินงานสร้างสรรค์

                การดำเนินงานสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสื่อผสม เริ่มจากแนวความคิดแรงบันดาลใจการหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทางสร้างสรรค์ การรวบรวมความคิด การหาวัสดุ การพัฒนาภาพร่างและการขยายผลงานจริงตามกระบวนการ

การวางแผนการดำเนินงาน

1. ศึกษาหาข้อมูลจากหนังสือ วารสาร นิตยสาร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปรัชญา ศาสนาพุทธ เช่น
วัชรยาน บทกวีไฮกุ ดนตรี ชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมวัฒนธรรม วิถีธรรมชาติของเอเชียโบราณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประมวลความคิดให้เชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่ทำ
2. ศึกษาข้อมูลจากงานจิตรกรรมโบราณของไทย อินเดีย อินโดนีเซีย งาน Craft ที่ได้จากลวด
ลายจากผ้าทอมือ ลวดลายจากเครื่องประดับเงินของชาวเขาในจีน สัตว์ในเทพนิยายโบราณ นิทานปรัมปรา พญานาค สัตว์ในป่าหิมพานต์ ภาพเขียนในไตรภูมิ
3. เลือกผ้าลวดลายต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวพื้นภาพแทนผ้าใบ และเป็นตัวกำหนดโครงสีและลวดลายของผลงาน
4. เลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย เช่น ลูกปัดหลากสี เชือกสี เชือกลาย วัสดุตกแต่ง
5. สร้างภาพโดยขึ้นโครงเป็นภาพรวม วางองค์ประกอบให้เหมาะสม โดยใช้ผู้หญิงเป็นส่วน
หนึ่งของภาพ หรือใช้ภาพสัญลักษณ์โบราณ เช่น พญานาค ปลา หยิน – หยาง
6. สร้างผลงานจริง โดยการระบายสีทับลงไปบนผืนผ้า ลางตาให้มีระยะใกล้ไกล ด้วยการเขียน
ขึ้นใหม่ให้ดูเหมือนลวดลายผ้าอยู่ข้างหน้า ตัวคนหรือสัตว์อยู่ระหว่างกลางของภาพเย็บติดวัสดุ ปักปะติดลูกปัดเพื่อให้เกิดพื้นผิว

อุปกรณ์และวัสดุในการสร้างงาน



ภาพที่ 5 อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานสิ่งประดิษฐ์

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 1
ชื่อผลงาน “Love at Sundown”

                เป็นผลงานจิตรกรรมสื่อผสมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก โดยจินตนาการถึงพญานาค 2 ตนที่เป็นคู่รักออกมาพลอดรักตอนช่วงพระอาทิตย์ตก เป็นช่วงมิติที่ซ้อนกันระหว่างโลกโบราณกับโลกปัจจุบัน ทิวทัศน์ต้นมะพร้าวมาจากลวดลายผ้าที่ผลิตขึ้นใหม่ มีการซ้ำเป็นระยะ เนื่องจากลวดลายผ้าจะมีสีที่เป็นมิติเดียวคือสีเขียวอมฟ้า จึงระบายสีทับลงไปให้มีหลายบรรยากาศของช่วงวันด้วยสีม่วง, น้ำเงิน, เขียวสด, เหลืองสด เพื่อผลักระยะของภาพ แล้วทำให้เกิดการผิดเพี้ยนไปจากลวดลายเดิม แต่งเติมด้วยภาพดวงอาทิตย์กำลังตก ปลาโบราณจากภาพจิตรกรรมไทยในวัดคงคา พญานาคจากอินโดนีเซีย ตกแต่งด้วยลูกปัด วัสดุ เพื่อสร้างพื้นผิวให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าโลก ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ความรักก็ไม่เคยเปลี่ยน มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับพญานาคที่มีอายุยืนยาวนับพันปี ความรักในอดีตหรือปัจจุบันก็เป็นแบบเดียวกันและจะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ



ภาพที่ 6 ภาพผลงาน “Love at Sundown”
Mix-Media, 31.5” x 27.5”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 2
ชื่อผลงาน “Wings”

                  เป็นผลงานจิตรกรรมสื่อผสม มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสามัคคีของคนในชาติ โดยใช้นกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระบินรวมกลุ่มไปพร้อม ๆ กันอย่างมีระเบียบ จำนวนของนกเมื่อรวมกันก่อให้เกิดพลัง การหันไปทิศทางเดียวกันแสดงถึงความมุ่งมั่นและความหวัง ในภาพร่างข้าพเจ้าจะให้กลุ่มนกบินฝ่าเมฆ 1 ใน 3 ของภาพช่วงบน ช่วงกลางจะเป็นเกลียวคลื่นที่ต้องฝ่าไป โดยเมฆและคลื่นได้รูปทรงมาจากจิตรกรรมไทยฝาผนังวัดคงคาราม ช่วงล่างสุดเป็นกลุ่มดาว ซึ่งแทนสัญลักษณ์ถึงจุดมุ่งหมายและความสำเร็จเมื่อระยะภาพผลงานลงบนผ้าลายเสือสีน้ำเงินที่มีน้ำหนักเข้มและเหลืองขาว ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนมุมผ้าให้ลายวิ่งตามแนวยาว ส่วนตัวนกใช้วิธีตัดเส้นด้วยโทนสีอ่อนเหลือง เพื่อให้ลายเส้นตัดรูปทรงนกให้เห็นชัดเจน และทางหัวนกจะสลับสีและเหลือบให้มีระยะอ่อนแก่เพื่อทำให้เกิดความนุ่มนวลและกลมกลืนกับเนื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มดาวที่อยู่ล่างสุดให้สีเขียวตัดเส้น เพื่อแยกสัดส่วนระหว่างนกและพื้นหลัง


ภาพที่ 7 ภาพผลงาน “Wing”
Mix-Media, 33.1” x 23.4”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 3
ชื่อผลงาน “Soul mate”

                 ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมที่แสดงถึงคู่รักริมทะเล เป็นช่วงเวลาในโลกปัจจุบัน ขณะที่คู่รักนี้กำลังดื่มด่ำอยู่ในห้วงอารมณ์ คู่รักอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบตัวต่างมิติ ได้แก่ พญานาค ปลาโบราณก็แหวกว่ายผุดขึ้นมาสลายกาลเวลาปัจจุบัน ให้กลายเป็นเวลาสากล สิ่งมีชีวิตในภาพกำลังดื่มด่ำกับสภาวะของตน ไม่มีอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต แต่เป็นห้วงเวลาอันไร้ขอบเขต ข้าพเจ้าใช้ผืนผ้าที่เป็นลายเรขาคณิตเป็นพื้นหลัง ลวดลายที่เหลื่อมกันต้องการแสดงถึงภาวะที่กำลังสั่นไหวอยู่น้อย ๆ คล้ายกับคลื่นเล็ก ๆ ที่กำลังกระทบกันอยู่ ภาพชายหนุ่มหญิงสาวได้มาจากภาพโฆษณาขาวดำ ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกสนใจกับการจัดวางท่าทาง สะท้อนภาพคู่รักในโลกปัจจุบัน พญานาคและปลาโบราณได้มาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดคงคาราม ข้าพเจ้าต้องการผสมผสานเวลาปัจจุบัน กับเวลาในอดีตเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยใช้ลวดลายผ้าเป็นตัวประสาน ไม่มีจุดจบในภาพ ไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจน มีการปักลูกปัดเพื่อเพิ่มพื้นผิวความระยิบระยับบนตัวพญานาค ปลา เพื่อแสดงถึงความลี้ลับและความมลังเมลืองจากเทพนิยายโบราณ



ภาพที่ 8 ภาพผลงาน “Soul mate ”
Mix-Media, 24.8” x 24.8”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 4
ชื่อผลงาน “Summer grasses”

                  ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมคู่รักริมทุ่งหญ้า เป็นภาพหญิงสาวที่กำลังโน้มตัวเข้าหาชายคนรัก แต่จะไม่เห็นใบหน้าของชายหนุ่มถูกกลืนด้วยใบหญ้าที่ขึ้นระเกะระกะ จุดเด่นจะอยู่บนภาพใบหน้าของหญิงสาวที่ชัดเจนที่สุดในภาพ โดยข้าพเจ้าเลือกลายผ้าที่มีรูปทรงกลมต่อกระจายไปทั้งภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด ไตรภูมิ พื้นหลังที่เป็นวงกลมสีเทาล้อไปกับล้อรถจักรยานที่จอดวางอยู่ข้าง ๆ หญิงสาว เปรียบเสมือนเหตุการณ์เหล่านี้ต่างเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มีวันจบ ในวงกลมสีเทาเขียนภาพจากไตรภูมิเป็นรูปวัว นก ใช้ลูกปัดหลากสีเย็บติดลงไปตามใบไม้ดอกไม้ เพิ่มความสว่างของภาพ แสดงถึงชีวิตที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า พร้อมกับชีวิตอื่น ๆ ที่กำลังหมุนเวียนไปตามวัฏจักรไม่รู้จบสิ้น


ภาพที่ 9 ภาพผลงาน “ Summer grasses”
Mix-Media, 24” x 28”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 5
ชื่อผลงาน “The Green forest ”

                ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมชิ้นนี้ วางองค์ประกอบให้ญิงสาวในโลกปัจจุบัน กำลังนั่งเล่นอยู่ในป่าสีเขียว พื้นหลังของภาพเป็นผ้าที่เลียนแบบลวดลายผ้าม่านโบราณของยุโรป เป็นภาพคู่รักกำลังพรอดรักในป่า ข้าพเจ้าวางตำแหน่งให้หญิงสาวในภาพนั่งเหลือบตามองคนดู ขณะที่ล้อมรอบตัวไปด้วยคู่รักในชุดโบราณมีอริยาบถต่าง ๆ ยืน นั่ง มีหญิงเปลือยนอนหลับอยู่ แทรกด้วยภาพคู่รักสิงห์โตที่กำลังนอนพักผ่อน คู่รัก สิงห์โต หญิงสาวอยู่ในภาพเดียวกันแต่ถูกกำกับด้วยมิติของเวลา ชีวิตของแต่ละสิ่งกำลังดำเนินไปตามวิถีทางของตน มีจุดร่วมและจุดแตกต่าง มีการปักลูกปัดไม้และลูกปัดหลากสีเพิ่มพื้นผิวสัมผัส และแสดงความเหลื่อมของเวลา



ภาพที่ 9 ภาพผลงาน “The Green forest ”
Mix-Media, 28” x 34.8”

การวิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์

                 ผลงานชุด “ลมตะวันออก” เป็นการพัฒนาแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานของข้าพเจ้าในช่วงระยะเวลา 2550 – 2553 ซึ่งเป็นช่วงการทดลอง ค้นหาแนวทางในการผสมผสานเทคนิค การใช้ผ้าที่มีลวดลายแทนการใช้ผ้าใบ กับการใช้วัสดุตกแต่งจากอุปกรณ์เย็บปักถึกร้อยร่วมกับเทคนิควิธีการสื่อผสม (Mixed Media) ในการถ่ายทอดทางทัศนศิลป์ ผลงานชุดนี้เป็นจิตรกรรมสื่อผสมสองมิติ การวิเคราะห์ผลงานจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความคิด เทคนิควิธีการ และรูปแบบในการนำเสนอ โดยมีรายละเอียดของการใช้ทัศนธาตุและองค์ประกอบของผลงานดังนี้

การวิเคราะห์ทัศนธาตุ

1. พื้นภาพ ข้าพเจ้าใช้ผ้าฝ้ายที่มีสีสันลวดลายเรขาคณิตลวดลาย Organic ที่มีการออกแบบมาแล้วแทนการใช้ผ้าใบ เพื่อให้เกิดผลในเรื่องภาพ และการเปิดกว้างต่อการสร้างจินตนาการ จึงต้องมีวิธีการเลือกชนิดของผ้า สี ลวดลาย เพื่อนำมาระบายสีทับและเย็บวัสดุติดลงไป

1.1 เนื้อผ้าที่เลือกใช้ ควรเป็นผ้าฝ้ายที่มีเนื้อหนาแน่นพอสมควร ถ้าระบายสีลงไปบนผ้าที่บาง จะตัดขอบเส้นให้คมชัดและเขียนเป็นรูปร่างไม่ได้ ผ้าที่หนาพอจะทำให้การระบายทับสะดวก เนียน เขียนลวงตาได้ง่าย คล้ายคลึงกับกระดาษ จากการทดลองใช้ผ้ามาหลายชนิดพบว่าผ้าฝ้ายไทยมีพื้นผิวที่ระบายทับได้ดี ราคาโดยประมาณเมตรละ 80 – 150 บาท

1.2 สี โครงสร้างของสีผ้าฝ้ายไทยจะมีไม่มากนัก ไม่ซับซ้อน โครงสีค่อนข้างจำกัดหรือเป็นโทนสีที่ออกแบบอย่างประณีตซับซ้อน ข้อดีคือสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดทับซ้อนลงไปใหม่ได้ง่าย ข้อเสียคือโครงสีซ้ำ ๆ ไม่มีการผสมสีที่แปลกใหม่

1.3 ลวดลาย แบ่งเป็น 4 ประเภท
1.3.1 ลายดอกไม้
1.3.2 ลายเลขาคณิต
1.3.3 ลายเลียนแบบขนสัตว์
1.3.4 ลายผสม เลียนแบบผ้า Chin ผ้าม่าน พรมโบราณ สัดส่วนของคน ลวดลายพื้น ๆ ไม่ละเอียด แต่มีความ น่าสนใจคือความไม่สมบูรณ์ของลวดลาย สามารถนำมาต่อเติมเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในผลงานได้ง่าย

2. รูปทรง (Form)

                รูปทรงในงานของข้าพเจ้าแบ่งเป็น 2 ส่วน คือรูปทรงของคน โดยจะเน้นผู้หญิงเป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกผ่านอิริยาบถต่าง ๆ จึงอาศัยภาพถ่ายผู้หญิงจากนิตยสารแฟชั่น เช่น Vouge, Barzar การโพสต์ท่าทาง เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ในห้วงคำนึงต่าง ๆ จากช่างภาพมืออาชีพ การวางจังหวะของร่างกาย ท่ายืน นั่ง เต้นรำ การมอง ที่มีการคัดสรรมาแล้ว แต่เนื่องจากนางแบบเป็นชาติตะวันตก จึงผสมใบหน้าและเกลารูปร่างให้เป็นเอเชีย นางแบบเหล่านี้มีรูปร่างหน้าที่ตาคัดสรรแล้ว มีการโพสต์ท่าอย่างเชี่ยวชาญ ดูเป็นการผสมผสานกับเสื้อผ้าที่ถูกออกแบบมาจากดีไซเนอร์ภาพเหล่านี้จึงดูเสมือนเป็นภาพในอุดมคติไม่มีในชีวิตจริงหรือคนสามัญทั่วไป ภาพนางแบบเหล่านี้คือต้นแบบที่ข้าพเจ้านำมาใช้ในการเขียนภาพผู้หญิง ความสวยงามที่หาได้ยากในชีวิตจริงถูกนำมาใช้เหตุผลคือข้าพเจ้าให้เธอเหล่านั้นเป็นตัวแทนเหมือนสิ่งในอุดมคติที่มีน้อยมาก บอบบาง ชวนให้สงสัย ไม่ยั่งยืน เหมือนความเพ้อฝัน เป็นช่วงหนึ่งของกาลเวลาที่สั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการบันทึกช่วงเวลาที่ร่างกายจะงดงามที่สุด ณ เวลาหนึ่ง ดังที่เกอเต เคยกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงสวยเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
              รูปทรงที่ได้จากสัญลักษณ์ สัตว์ในเทพนิยายโบราณ ตำนาน นิทานปรัมปรา จินตนาการจากภาพเขียนไทย เช่น พญานาค ปลาโบราณ เสือ นก ผีเสื้อ วัว จระเข้ ม้า ผสมผสานกันระหว่างสัตว์ในธรรมชาติจริง ๆ กับสัตว์ในเทพนิยาย ทำให้เกิดความเร้นลับ และการรวมตัวกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้

3. จังหวะ (Rhythm)
                เนื่องจากการเลือกใช้ผ้าที่มีลวดลาย จังหวะของลวดลายและที่ว่างจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างโดยรวมของภาพ อารมณ์และบรรยากาศ เช่น ผ้าลายดอกไม้ให้ความรู้สึกนุ่มนวลต่อเนื่อง ผ้าลายเรขาคณิต ให้ความรู้สึกถึงความทันสมัย การลดทอนความเหมือนจริง จังหวะเล็กจะไม่มีผลกระทบมากจังหวะใหญ่จะชัดเจน เด่น จะต้องเลือกรูปทรงที่ไปกันได้ไม่ถูกข่มจนจมหายไป

4. เส้น (Line)

                เส้นถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในผลงาน การตัดเส้นภาพคน สัตว์ เพื่อเน้นรูปทรงให้แยกออกจากพื้นหลัง เนื่องจากเป็นภาพแบบ 2 มิติ ไม่ได้เน้นการเขียนแบบเหมือนจริง เส้นจึงเป็นตัวตัดที่แยกองค์ประกอบทั้งหมดไม่ให้กลมกลืนเกินไป ช่วยเน้นให้ภาพมีระยะมากขึ้น การใช้วัสดุที่เป็นเส้น โลหะ ลูกปัด ติดลงไปเน้นเส้นด้วยวัสดุ

5. สี (Colour)

               การใช้สีในผลงานชุดนี้ จะขึ้นอยู่กับพื้นภาพเดิมที่เป็นผ้าลวดลายต่าง ๆ การเขียนสีทับลงไป จึงต้องคำนึงถึงการเข้ากันของโครงสีโดยรวม เนื่องจากผ้าที่เลือกมาถูกออกแบบมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงผสมผสานสีในความคิดของข้าพเจ้าให้เข้ากับลวดลายผ้าเดิม แต่ถึงแม้จะใช้ลายผ้าที่ออกแบบมาแล้ว แต่ก็เป็นผ้าที่มีสีสัน ลวดลาย จังหวะ ใกล้เคียงกับเนื้อหาของภาพด้วย ข้าพเจ้ามักใช้ผ้าที่เป็นลวดลายดอกไม้กับลวดลายเรขาคณิต โดยโททนสีมืด เช่น น้ำเงินเข้ม เขียวเข้ม ใช้กับงานที่มีเนื้อหาเน้นความลี้ลับ ส่วนสีสว่าง เช่น พื้นขาว ลายตาราง ใช้กับงานที่แสดงความสดใส ความสุข

6. พื้นผิว (Texture)

                 พื้นผิวในงานของข้าพเจ้าเกิดจากการใช้วัสดุจริง เครื่องประดับ ลูกปัด โลหะ เชือก ปักปะติดลงไปในผลงาน เพื่อทำให้ผลงานเกิดพื้นผิวและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น มีการจัดวางเรียงวัสดุเหล่านี้ให้เกิดพื้นที่แปลกตา น่าสนใจขึ้น

การวิเคราะห์องค์ประกอบของผลงาน

                การใช้ผ้าที่มีลวดลายแทนผ้าใบสีขาว มีวัตถุประสงค์ต้องการเปลี่ยนพื้นภาพเดิมที่เป็นสีขาว ให้มีกระบวนการถูกออกแบบมาแล้วส่วนหนึ่ง เสมือนเป็นโจทย์ที่จะจัดวางองค์ประกอบใหม่ การเลือกลวดลายผ้ามี 2 วิธีคือ ร่างภาพตัวงานไว้แล้ว ไปเลือกลายผ้าให้ใกล้เคียงกับภาพร่างหรือเลือกลวดลายผ้าตามความพอใจ โดยไม่มีภาพร่างเป็นตัวนำ แล้วใช้ลวดลายผ้าเหล่านั้นเป็นตัวขึ้นรูปว่าจะจินตนาการต่อเป็นภาพอย่างไร ข้าพเจ้าจะใช้ทั้ง 2 วิธีนี้เวลาเลือกลวดลายผ้าจะไม่ทั้งลวดลายผ้าที่คิดไว้ในใจว่าอยากได้ลวดลายลักษณะใด กับเลือกลวดลายผ้าตามความพอใจ มีความแปลกตา ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อ ทราบแต่ว่าน่าสนใจ เพื่อป้องกันความเคยชินที่จะเลือกลวดลายซ้ำ ๆ กัน
              เมื่อขึ้นโครงสร้างหลักของภาพแล้ว สถานที่จะเป็นองค์ประกอบที่ 2 โดยเชื่อมโยงกับลวดลายผ้า ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของภาพว่าจะทำเรื่องอะไร เช่น ในป่า สวนดอกไม้ ริมน้ำ ทะเล เป็นต้น ข้าพเจ้าจะใช้ลวดลายผ้าเป็นตัวแสดงสถานที่ที่ไม่มีอยู่ในโลกของความจริง เป็นรอยต่อคาบเกี่ยวระหว่างโลกปัจจุบันกับโลกในอดีตอันไกลโพ้น เป็นสถานที่ที่เกิดจากการผสมผสาน ไม่มีในโลกของความเป็นจริง ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบในภาพ

บทสรุป

                 ผลงานศิลปะชุด “ลมตะวันออก” สร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ข้าพเจ้าให้ความสนใจ ในการถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ ความรู้สึก สถานภาพของผู้หญิงในสังคมที่แตกต่างทางด้านมุมมอง ทั้งในฐานะของผู้มองและผู้ถูกมอง วงจรของชีวิตผู้หญิงทั้งในด้านความรัก ความงาม ครอบครัว การงาน สังคม ที่ยังไม่มีบทสรุป แต่ผู้หญิงก็จะผ่านวันเวลาเหล่านั้นวันแล้ววันเล่า ข้าพเจ้าจึงนำแง่มุมต่าง ๆ ดังกล่าวมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เพื่อต้องการสื่อสารความคิดผ่านแต่ละตัวผลงาน ด้วยการใช้สัญลักษณ์และวัสดุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ชมซึ่งจะแปลความหมายในแต่ละมุมมอง และผลงานชุดนี้คงมีประโยชน์แก่ผู้สนใจศิลปะตามสมควร

เรื่องเล่าชาวล้านนาที่วัดภูมินทร์


นภสร ไชยคำภา

พระอุโบสถวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
-------------------------------

จิตรกรรมและประติมากรรมในวัดภูมินทร์สะท้อนเรื่องราวของชาวล้านนาที่เมืองน่าน

จังหวัดน่าน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่อุดมด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาในแถบล้านนาตะวันออก สะท้อนออกมาให้เห็นด้วยแหล่งธรรมะอย่างวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย ชาวล้านนาแต่เดิมมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและดำเนินชีวิตไปตามทางในหลักของพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตของชาวเมืองน่านในวันนั้น เราสามารถรับรู้ได้ด้วยปลายพู่กันบนจิตรกรรมฝาผนังของ 'วัดภูมินทร์' ในวันนี้


'วัดภูมินทร์' ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญของจังหวัด ตามประวัติพงศาวดารเมืองน่านได้ระบุไว้ว่า วัดแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เจ้าผู้ครองเมืองน่าน สร้างหลังจากที่ครองเมืองได้ 6 ปี เมื่อพ.ศ.2139 แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า 'วัดพรหมมินทร์' ภายหลังได้เพี้ยนกลายเป็น 'วัดภูมินทร์' ในที่สุด


สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี้คือสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยมีอาคารหลักที่ใช้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ประธาน อาคารด้านทิศตะวันออก - ตะวันตกเป็นพระวิหาร และอาคารทิศเหนือ - ใต้ เป็นพระอุโบสถมีประตูเปิดได้ทั้ง 4 ทิศ และมีพระประธานองค์ใหญ่แบบสุโขทัย 4 องค์ มีชื่อเรียกว่า 'พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี' ซึ่งหันพระพักต์ไปยังประตูในแต่ละด้าน มีเจดีย์อยู่ตรงกลางเป็นหลักของเขาพระสุเมรุ แสดงถึงทั้ง 4 ทวีปตามความเชื่อพระไตรปิฎก


นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือ 'ฮูปแต้ม' ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่รอบพระอุโบสถ ภาพเขียนบอกเล่าเรื่องราวนิทานชาดกตามพระพุทธศาสนา เกี่ยวข้องกับเรื่องนรก สวรรค์ บาป บุญ ซ้ำยังสะท้อนเรื่องราวของความเป็นอยู่ท้องถิ่นของชาวน่าน วิถีชีวิต การเลือกคู่ครองของชาวไทลื้อในสมัยอดีตกาล โดยภาพที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามมากที่สุดในทั้งหมดนั้นคือภาพของปู่ม่าน ย่าม่าน คล้ายเป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวล้านนาในอดีต


'ปู่ม่าน-ย่าม่าน' ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่คล้ายเป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวล้านนาในอดีต
-----------------------------------


อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม นักวัฒนธรรมสายเลือดน่านได้เล่าว่า จิตกรรมฝาผนังที่อยู่ในวัดภูมินทร์เป็นภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตเก่าแก่ของคนเมืองน่าน อย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาจะเป็นภาพเขียนนิทานพระพุทธชาดก จันทกุมารชาดก ซึ่งแตกต่างจากที่วัดอื่นตรงที่ถึงแม้จะมีภาพวาดตามชาดก แต่ก็ได้อารมณ์การดำเนินชีวิตของคนเมืองน่าน ภาพวาดจากเรื่องพัทธณกุมารเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนล้านนาสมัยก่อนที่ว่า ผู้หญิงต้องทอผ้าเป็น หากทำไม่เป็นก็จะไม่มีใครเลือกไปออกเรือน หรือการที่บุรุษต้องสักยันต์เพื่อแสดงถึงความเป็นชายชาตรี นอกจากนี้ยังสอดแทรกเรื่องราวคติธรรมชีวิต และได้เขียนเล่าไปถึงตอนที่ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งกรมสุนในประเทศช่วงยุคของการล่าอาณานิคมสมัยนั้นไว้ด้วย


สำหรับผู้วาดภาพจิตกรรมบนฝาผนังวัดภูมินทร์ทราบชื่อคือ 'ทิดบัวผัน' หรือชื่อเรียกทางเหนือว่า 'หนานบัวผัน' ศิลปินพื้นบ้านล้านนาที่ได้วาดภาพในวัดหลวง จึงทำให้เห็นว่าเป็นภาพวาดนั้นเป็นฝีมือของช่างชาวบ้าน ส่วนเทคนิคเรื่องการวาดภาพและการใช้สียังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไปว่า เหตุใดในสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนช่าง หนานบัวผันกลับใช้เทคนิคการวาด การผสมสี และใช้สีเป็น คาดกันว่าอาจเป็นเทคนิคที่ได้มาจากช่างเมืองหลวง หรือแท้จริงอาจเป็นเทคนิคดั่งเดิมของชาวเมืองเหนือ และหากสังเกตจะเห็นว่าสีที่ใช้วาดนั้นซึมลึกและไม่ทรุดโทรมเหมือนฝาผนังที่ทา

นอกจากจิตกรรมฝาผนังแล้ว สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี้คือประติมากรรมรูปปั้นพญานาค หรือที่เรียกกันว่า 'นาคสะดุ้ง' อันมีความเชื่อว่าพญานาคนั้นมีหน้าที่คอยปกปักรักษา ซึ่งศิลปินหลายคนยอมรับว่าหากจะหาพญานาคที่ปั้นได้อย่างมีพลังเสมือนพญานาคที่วัดภูมิมินทร์นั้นหาได้ยากยิ่ง




ภาพสะท้อนวิถีชีวิตในอดีต
-------------------------------


“อาจารย์ถวัล ดัชนีเคยบอกว่า รูปปั้นนาคที่นี้นั้นงาม เป็นสุดยอดของช่างปูนปั้น ไม่ใช่เป็นเพียงปูนแต่แสดงออกถึงพลังเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่านาคนี้เฝ้ารักษาวัดภูมินทร์ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อที่ว่าหากได้ลอดท้องนาคที่นี้จะไม่ตกอบายภูมิทั้ง 4 ซึ่งเกี่ยวโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา นาคที่นี้จึงเป็นเหมือนต้นแบบของนาคในหลายๆ วัด” อาจารย์สมเจตน์กล่าว


การลอดท้องรูปปั้นพญานาควัดภูมินทร์ เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของชาวเมืองน่าน เป็นพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าใช้รักษาคนป่วยหรือโรคที่รักษาไม่หายในอดีต จะทำพิธีสืบชะตา โดยเอาเสื้อผ้าของคนป่วยไปลอดใต้ท้องพญานาค ถ้าไม่หายก็อธิฐานว่าขอให้จากไปด้วยความสงบ ทว่าจริงๆ แล้วอาจเป็นการสร้างกุศโลบายส่งเสริมจิตใจให้ผู้ป่วยเห็นว่าญาติพี่น้องไม่ทอดทิ้งกันแม้ยามเจ็บยามไข้ สำหรับชาวต่างเมืองที่ลอดก็เชื่อกันว่าจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้งหนึ่ง


จิตรกรรมและประติมากรรมในวัดภูมินทร์นั้น ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของชาวเมืองน่านล้านนาแห่งนี้ไว้มากมาย เป็นภาพเขียนที่ส่งสารบางอย่างถึงอนุชนรุ่นหลัง

ศิลปะภาพเขียนของ รพินทรนาถ ฐากูร


โดย ติฟาฮา มุกตาร์

รพินทรนาถ ฐากูร
--------------------------

รพินทรนาถ ฐากูร กวีและนักคิดชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักอ่านและผู้สนใจระบบการศึกษาทางเลือกของบ้านเรา หลายคนคงได้รับแรงบันดาลใจจากงานนิพนธ์คีตาญชลี พระจันทร์เสี้ยว บ้างขบคิดถึงอิสรภาพในระบบการศึกษาจากแนวคิดโรงเรียนใต้ร่มไม้ของศานตินิเกตัน ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง แต่อาจมีคนไม่มากนักที่รู้จักรพินทรนาถในฐานะจิตรกร หรือเคยผ่านตาภาพเขียนของท่านซึ่งถือว่าสำคัญต่อแวดวงศิลปะอินเดียสมัยใหม่

กวีชาวเบงกาลีท่านนี้เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม1861 ในตระกูลชนชั้นสูงของเมืองกัลกัตตา เป็นบุตรชายคนที่ 13 ของมหาฤษี เดเบนทรานาถ เทวี และชารดา เทวี ชีวิตในวัยเด็กของท่านแม้ค่อนข้างจำกัดบริเวณอยู่แต่ในคฤหาสห์โจราซังโกของตระกูล หากแวดล้อมด้วยกวีและศิลปิน เติบโตมากับเสียงดนตรี การร่ายกาพย์กลอน และวงวิวาทะของนักคิด หัวก้าวหน้าแห่งยุคสมัย

รพินทรนาถค่อนข้างเป็นขบถต่อการศึกษาในระบบและบรรยากาศการเรียนที่ทึบทึมของห้อง เรียนมาแต่เล็ก ท่านเข้าโรงเรียนจนถึงอายุ 13 ปีก็ออกมาแสวงหาความรู้จากการอ่านและเรียนจากครูพิเศษเฉพาะสิ่งที่สนใจ เช่น ดนตรี สันสกฤต วรรณคดีอังกฤษและเยอรมัน และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ต่อมาในปี 1901 ท่านก่อตั้งโรงเรียนเชิงทดลองขึ้นที่ศานตินิเกตัน ในอาศรมที่บิดาของท่านเป็นผู้ริเริ่มไว้ โรงเรียนดังกล่าวมุ่งหมายความใกล้ชิดระหว่างครูกับศิษย์ อิสรภาพในการเรียนรู้ และการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อันเป็นที่มาของชั้นเรียนใต้ร่มไม้ ซึ่งต่อมาเติบใหญ่ขึ้นเป็นมหา วิทยาลัยวิศวภารตี ภายใต้คำขวัญที่ว่า "รวงรังที่โลกมาพบกัน"

ในด้านงานประพันธ์ รพินทรนาถมีผลงานทั้งที่เป็นบทกวี บทเพลง เรื่องสั้น บทละคร งานชิ้นสำคัญที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดได้แก่รวมบทกวีชุดคีตาญชลี ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม ของโลกตะวันตก และได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปี 1913


ภาพลายเส้นรูปผู้หญิงที่เกิดจากการแก้ไขต้นฉบับรวมบทกวีชุด Puravi
--------------------------------


ภาพมนุษย์ปักษา
--------------------------------


ภาพผู้หญิงในชุดส่าหรีเขียนด้วยสีน้ำและหมึก
----------------------------------


ภาพเขียนผู้หญิง เทคนิคผสมสีน้ำ สีหมึก และพาสเทล
------------------------------------


ภาพใบหน้าคนเขียนด้วยหมึก
-------------------------------------


ภาพทิวทัศน์ซึ่งท่านรพินทร์มักชอบวาดในช่วงอรุณรุ่งหรืออาทิตย์อัสดง
-------------------------------------

สำหรับศิลปะภาพเขียนนั้น เป็นที่รู้กันว่าท่านมาให้ความสนใจจริงจัง เมื่อตอนอายุ 63 ปี แม้ ก่อนหน้านั้นจะมีหลักฐานภาพสเกตช์หน้าคนทั้งหมึกและดินสออยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในศิลปะภาพเขียนที่อาจเป็นอิทธิพลจากพี่ชายผู้เป็นจิตรกร แต่ท่านก็ยอมรับในเวลาต่อมาว่า ทุกครั้งที่พยายามจะวาดรูป ตนจะเสียเวลากับการลบเสียมากกว่าวาด จนกระทั่งปี 1924 ในช่วงพักฟื้น จากการป่วยระหว่างเดินทางเยือนละตินอเมริกาอยู่ในกรุงบัวโนสไอเรส โดยเป็นแขกรับเชิญของวิกตอเรีย โอคัมโป รพินทรนาถได้ประพันธ์และขัดเกลารวมบทกวีชุด Puravi จนเสร็จ จึงให้เกียรติมอบต้นฉบับแก่เจ้าบ้านได้อ่าน วิกตอเรียนอกจากจะประทับใจกับบทกวีเหล่านั้น ยังค้นพบว่ารูปเขียนและลายเส้นที่ท่านรพินทร์วาดทับปรับโยงขึ้นจากการแก้ไขถ้อยคำ ซึ่งแทรกอยู่ระหว่างวรรคตอนของบทกวี มีความงามดั่งภาพเขียนอยู่ในตัวเองและได้กล่าวชมแก่ท่าน

สิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านรพินทร์เริ่มวาดรูปอย่างจริงจังและวาดต่อเนื่องไปจนกระทั่ง เสียชีวิตในปี 1941 ด้วยอายุ 81 ปี ทิ้งผลงานภาพวาดลายเส้นและภาพเขียนไว้ถึงกว่า 2,000 ภาพ

นอกเหนือจากกำลังใจที่ได้รับจากเจ้าบ้านหญิงในบัวโนสไอเรส อิทธิพลทางอ้อมที่ทำให้ท่านรพินทร์หันมาใช้ภาพเขียนเป็นศิลปะการแสดงออกอย่างใหม่ อาจเป็นการได้สัมผัสกับงานศิลปะร่วมสมัยของยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และการพบ ปะกับศิลปินทั้งกลุ่มเบาเฮาส์ เอ็กซ์เพรสชันนิสต์ และเซอร์เรียลิสต์ ซึ่งต่างตั้งคำถามต่อขนบศิลปะดั้งเดิม และค้นหาแนวทางใหม่ที่พ้นไปจากการวาดตามหลักทัศนมิติ (perspective) และสีแสงเงาเหมือนจริง สิ่งนี้อาจทำให้ท่านรพินทร์รู้สึกเป็นอิสระ จากกรอบการเขียนภาพทั่วไป และกล้าที่จะใช้เส้นสีแสดงออกในหนทางของตนเอง แม้ว่าจะไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกปรือในศิลปะแขนงนี้มาก่อน

เมื่อย้อนสำรวจภาพเขียนของรพินทรนาถจะพบว่าแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคร่าวๆ ได้แก่ ลวดลาย และรูปเขียนที่เกิดจากการแก้ไขต้นฉบับงานเขียน ซึ่งต่อยอดไปสู่รูปลายเส้นที่ตั้งใจวาดบนกระดาษที่ไม่ใช่ต้นฉบับ ช่วงที่สามเป็นรูปเขียนสี และช่วงที่สี่เป็นการกลับมาเน้นการใช้หมึก เครยอง และลายเส้นสีเดียว

ในแง่ของรูปที่วาดพบว่าสองช่วงแรกจะเป็นลวดลายกึ่งเรขาคณิต บ้างกลายรูปเป็นนก ดอกไม้ หรือใบหน้าคนคล้ายหน้ากาก เหมือนภาพในจินตนาการหรือความฝันที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องราวในงานเขียน หากเป็นเรื่องของ 'จังหวะ' ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าบทกวี ดนตรี หรือภาพเขียน ดังที่ท่านรพินทร์เขียนถึงไว้ว่า "จังหวะเป็นเครื่องถ่ายทอดสิ่งที่อยู่เบื้องในสู่งานสร้างสรรค์... เส้นขีดฆ่าหรือรอยแก้ไขคำจึงมักทำให้ข้าพเจ้าขัดใจ เพราะมันแสดงถึงการผิดกาลเทศะ เหมือนฝูงชนเซ่อซ่าโผล่หน้ามาผิดที่ทางและไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหน แต่หากจังหวะแห่งการร่ายรำได้จุดประกายขึ้นในใจ ก็อาจช่วยให้พวกเขาเคลื่อนย้ายไปอย่างกลมกลืน รู้ทิศรู้ทาง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมักจะพยายามทำให้เส้นสายที่แก้คำผิดร่ายรำ โยงเชื่อมในจังหวะอันกลมกลืน และกลายรูปเป็นลวดลายที่งามตา"

สำหรับสองช่วงหลัง นอกเหนือจากนกและดอกไม้ ท่านยังชอบวาดภาพคน ภาพหุ่นนิ่ง (Still life) ของสิ่งของใกล้ตัว และภาพภูมิทัศน์ (landscape) ในกลุ่มภาพคน โดยเฉพาะผู้หญิง โครงร่างมักดูเหมือนห่มห่ออยู่ในผ้าผืนยาว เผยเพียงใบหน้าดูลึกลับ กึ่งเศร้ากึ่งเชื้อเชิญให้ค้นหาอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนงำ

ในปี 1930 ภาพเขียนของท่านได้รับการรวบรวมและตระเวนแสดงในหลายประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นันดาลัล โบส ศิลปินคนสำคัญในกลุ่ม Bengal School วิเคราะห์ถึงข้อเด่นในภาพเขียนของท่านรพินทร์ว่า มีลักษณะของการสื่อนัยมากกว่าการลงรายละเอียดเหมือนจริง ซึ่งตรงต้องกับหลักสุนทรียศาสตร์ ของอินเดียโบราณ ที่ให้ความสำคัญกับการบรรสานสอดคล้อง (resonance) ยิ่งกว่าถ้อยคำหรือความหมาย ภาพเขียนของท่านจึงมีชีวิต ดูจริงโดยไม่ต้องเหมือนจริง

รพินทรนาถเองเขียนถึงประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า "บ่อยครั้งผู้คนถามหาความหมายในภาพเขียนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่นิ่งเงียบ เฉกเช่นภาพเขียนเหล่านั้น ที่กำเนิดขึ้นเพื่อสื่อแสดงมิใช่เพื่ออรรถาธิบาย"

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ขณะที่กระแสชาตินิยมกำลังโหมแรง ทั้งในระดับประชาคมโลกที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในอินเดียที่เป็นแรงขับเคลื่อนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แวดวงศิลปะของอินเดียเองก็กำลังอยู่กับคำถามของความเป็นตะวันออก-ตะวันตก ศิลปินบางกลุ่มพยายามหนีห่างจากสไตล์เหมือนจริง (Realistic) ซึ่งเป็นสไตล์นำเข้าที่มาพร้อมกับเจ้าอาณานิคมอังกฤษและหลักสูตรศิลปะแบบตะวันตกที่สอนอยู่ตามวิทยาลัยศิลปะของรัฐบาล โดยกลับไปรื้อฟื้นศิลปะดั้งเดิมของตนทั้งในแง่สไตล์และโมทีฟ รพินทรนาถผู้เล็งเห็นพิษภัยของกระแสชาตินิยม และตระหนักว่าหายนะที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และความรุนแรงที่เกิดอยู่เนืองๆ จากขบวนการเรียกร้องเอกราช คือผลพวงด้านลบอันเป็นรูปธรรม ท่านจึงพยายามเน้นย้ำถึงความเป็นสากล ที่ตะวันออกและตะวันตก จักปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนสู่กันได้อย่างสร้างสรรค์

ในแง่ศิลปะ ท่านกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่าศิลปินควรสร้างสรรค์งานอย่างเป็นอิสระจากกรอบคิด ลัทธิความเชื่อ หรือแม้แต่เรื่องของอัตลักษณ์ว่าต้องเป็นอินเดียนตะวันออกหรือตะวันตก ด้วยเหตุนี้ภาพเขียนของท่านรพินทร์จึงปลอดซึ่งพันธนาการเหล่านี้และเผยแสดงเพียงการแสดงออกของปัจเจก จากภาวะเบื้องในอันเป็นสากล ทั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปะเพื่อศิลปะ

จากแง่มุมของประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาพเขียนของรพินทรนาถ ฐากูร มีลักษณะกึ่งแอ็บสแตร็คท์กึ่งเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ ซึ่งล้ำหน้ากว่าศิลปินกลุ่มอื่นๆ อยู่กว่าทศวรรษ ด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์ศิลป์บางคนจึงถือว่า ท่านเป็นศิลปินแนวแอ็บสแตร็คท์คนแรกของแวดวงศิลปะสมัยใหม่ของอินเดีย



Tagore (left) meets with Mahatma Gandhi at Santiniketan in 1940.
----------------------------------------------


Painting, inspired by Rabindranath Tagore


-----------------------------------------

Painting, inspired by a poem.(in acrylic, on paper)
Chain Of Pearls
BY
Rabindranath Tagore
-----------------------------------------


Rabindranath Tagore
Death scene
-------------------------------------


Rabindranath Tagore
Bird
-------------------------------------


Rabindranath Tagore
Head of woman, 1939
-------------------------------


rabindranath-tagore
portrait of a lady
-----------------------------------


Rabindranath Tagore
National Gallery of Modern Art, New Delhi
-----------------------------


Rabindranath Tagore in the Island of Birds
National Gallery of Modern Art, New Delhi
--------------------------


Composition
National Gallery of Modern Art, New Delhi
------------------------------


O' Master
-----------------------


*****
บทความที่เกี่ยวข้อง :
--บทสนทนาระหว่าง : รพินทรนาถ ฐากูล กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

supreme

supreme Author Archives Joined: 19 Dec 2006 Posts: 727
PostPosted: Mon Jul 04, 2011 9:16 pm |Message| Post subject: 150 ปีชาตกาล เมธีปราชญ์ตะวันออก 'รพินทรนาถ ฐากูร'Reply with quote

150 ปีชาตกาล เมธีปราชญ์ตะวันออก 'รพินทรนาถ ฐากูร'
โดย : ปริญญา ชาวสมุน




แม้เข็มนาฬิกาจะหมุนกี่หมื่นกี่แสนรอบ กาลเวลามิอาจทำลายคุณค่าแห่งเมธีปราชญ์ที่มีนามว่า รพินทรนาถ ฐากูร ได้

"...งานฉลองศตวรรษชาตกาลของท่านคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร ในปีพ.ศ.2504 ยูเนสโกได้เข้ามามีส่วนร่วม ขอให้รัฐบาลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในหน่วยงานนานาชาติแห่งนั้นมีส่วนร่วมฉลอง ในกรณีของไทย นับว่าน่ายินดีที่หม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรีได้ทรงมีส่วนร่วมอย่างน่าชื่นชม โดยที่พระองค์ท่านมีบทบาทสำคัญ ในการต้อนรับท่านรพินทรนาถเมื่อครั้งมาเยือนสยามในปีพ.ศ.2470 ในขณะที่พระองค์ท่านทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการหรือกระทรวงศึกษาธิการสมัยนี้ และในการเยือนสยามคราวนั้นท่านรพินทรนาถได้เข้าเฝ้าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่วังวรดิศ..."

นี่คือบางช่วงบางตอนจากปาฐกถา 'วรรณศิลป์ : รพินทรนาถ ฐากูร ที่ข้าพเจ้ารู้จัก' โดย ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ในงานชุมนุมเสวนา 'รพินทรวิถี คือรพีในดวงมาน' เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนบางอย่างกระจ่างชัดว่า รพินทรนาถ ฐากูร คือบุคคลสำคัญของโลกโดยแท้จริง ตราบจนปัจจุบันลุล่วงมาเกินกว่าศตวรรษแล้วที่รพินทรนาถได้มอบองค์ความรู้นานัปการให้มนุษยชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านผลงานด้านวรรณกรรมหลากหลายที่รู้จักกันดี อาทิ คีตาญชลี บทกวีจันทร์เสี้ยว บทละครเรื่องจิตรา เพลงชาติอินเดีย เรื่องสั้นราชาราชินี เรื่องสั้นนายไปรษณีย์ พระกรรณะกับนางกุนตี ฯลฯ

หนึ่งในผลงานของรพินทรนาถ ฐากูรที่โดดเด่นและมีมนตร์เสน่ห์ที่สุดกระทั่งเป็นที่ยอมรับระดับสากล จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจาก 'คีตาญชลี' (Gitanjali) เมื่อพ.ศ.2455 ซึ่งรพินทรนาถได้แปลบทกวีนิพนธ์เรื่องนี้ที่เขียนอุทิศให้แก่ภรรยาและบุตร 3 ใน 5 คนที่เสียชีวิตไปเป็นภาษาอังกฤษ แล้วรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นเล่ม หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา ขณะที่อายุได้ 52 ปี ราชบัณฑิตยสถานแห่งสวีเดนได้ประกาศจากกรุงสตอกโฮล์ม ก็ประกาศให้รพินทรนาถได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และนั่นก็นับว่าเป็นชาวเอเชียคนแรกที่รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ ปี 2535 ก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานของคุรุเทพผู้นี้อย่างยิ่ง เขาเล่าว่า เมื่อแรกเริ่มรู้จักชื่อรพินทรนาถ ฐากูร ท่านเป็นดั่งเครื่องมือที่ศักดิ์สิริใช้แสดงตัวตน เขามักจะถือคีตาญชลีแล้วพลิกปกให้คนอื่นเห็นว่าเขาอ่านหนังสือดีๆ เล่มนี้

"รพินทรนาถ ฐากูร กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผม ทั้งวิถีชีวิต วิถีคิดและวิธีคิด ผมก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไปที่เดินทางมาเรียนในสถาบันที่มีอิสระให้มาก นั่นคือเพาะช่าง จะใส่ชุดอะไรก็ได้ จะเรียนตอนไหนก็ได้ ผมพกคีตาญชลีเพียงเหตุผลเดียว คือเท่ ! สมัยก่อนจะพกหนังสือหนักๆ ไม่ใช่น้ำหนักมาก แต่เป็นหนังสือที่ปัญญาชนเขาอ่านกัน พวกโหลยโท่ยไม่อ่านหรอก เวลาพกก็จะไม่ใส่กระเป๋า ไม่ใส่ย่าม จะหนีบไว้ ผมพกคีตาญชลีด้วยความเขื่อง"

ต่อมาภายหลังพลังแห่งวรรณศิลป์ชั้นครูไม่ได้ส่งผลลัพท์แก่ศักดิ์สิริเพียงแค่คำว่า 'เท่' หรือ 'ความเขื่อง' เท่านั้น ทว่า กลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาสร้างสรรค์บทกวีชิ้นเยี่ยมเรื่อยมา ทั้งมุมมอง และกลิ่นไอ

"ผมเป็นศิษย์ท่านรพินทรนาถ ฐากูรด้วยประโยคเดียว คือ "พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นหรอก"

ในคีตาญชลี วันหนึ่งผมได้เป็นเพื่อนของเพื่อนที่จะไปขอพรพระพุทธชินราชเพื่อที่จะให้เขาสอบบรรจุทำงานได้ ก็ไปนั่งในอุโบสถ ข้างๆ ก็มีคนขอพร บางคนขอให้ถูกหวย บางคนก็ขอให้สอบได้ บางคนขอให้พ้นจากคดี บางคนขอให้ได้ที่ดินคืนกลับมาหลังจากถูกญาติโกงไป ผมสัมภาษณ์เป็นสิบๆ คนเลย พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ฉากหลังเป็นสีดำสนิท ฉากหลังนั่นทำให้องค์พระดูโดดเด่นงดงาม แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นอย่างผม ผมเห็นความงามของพระพุทธชินราชผมขนลุก ขณะเดียวกันมองออกไปเห็นไอแดดเต้นระยับอยู่ภายนอก ผู้คนขวักไขว่ แผงหวยเป็นร้อยแผง ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าถูกโกยออกไปหรือยัง นางละครก็รำอยู่ข้างนอก บางทีก็เข้ามารำอยู่ภายในวิหารเลย ตู้รับบริจาคอีกมากมาย ควันธูปโชยฟุ้ง ผมเห็นพระพักต์ของพระองค์พร่าเลือนไป สักพักน้ำตาของผมก็ไหล ไม่ได้เพราะความปีติ แต่เพราะควันธูป (หัวเราะ) ผมก็นึกถึงว่าพระพุทธชินราชท่านจะรู้สึกอย่างไรบ้างที่ถูกรมควันทั้งวันทั้งคืน ผมจึงแต่งกลอนบทนี้ขึ้น มันหลั่งไหลออกมาเอง จากประโยคเดียว "พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นหรอก" มาเป็นบทกวีชื่อว่า 'หนี' ไม่ใช่พระพุทธชินราชหนีหรอก ผมต่างหากที่หนี"

นอกจากศักดิ์สิริ มีสมสืบแล้ว หากนึกถึงนักเขียนไทยที่หลงใหลเลื่อมใสศรัทธาเมธีปราชญ์ผู้นี้ หนำซ้ำยังเคยแปลผลงานของรพินทรนาถอีกด้วย ซึ่งน้อยคนนักที่จะอาจหาญกล้าแปลบทรจนาของรพินทรนาถ ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนยากแก่การเข้าใจอย่างยิ่ง แต่ อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักแปลและนักเขียนอิสระ เจ้าของงานแปล 'ผู้สัญจรแห่งชีวิต' ก็พิสูจน์ให้เห็นแจ้งแทงตลอดแล้วว่า งานของรพินทรนาถที่ว่ายากก็ไม่เกินความสามารถและแรงศรัทธา ที่สำคัญคือความชื่นชอบ

"ตอนที่แปลงานของท่าน ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก คือผมชอบ" อนุสรณ์บอก

แม้เขาจะเป็นผู้แปลงานของรพินทรนาถ ฐากูร แต่เป็นเรื่องประหลาดที่เขาบอกว่าชื่อของรพินทรนาถไม่ได้อยู่คงทนถาวรในกมลสำนึกใดๆ ของเขา ทว่า บางขณะที่เขาถอยห่างไปไกลจากคุรุเทพผู้นี้ กลับฉุกคิดถึงคำนึงหาอย่างไร้เหตุผลรองรับ

"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านเลย หลังจากทำงานเสร็จแล้ว ท่านก็มลายหายไปจากรูปธรรมสู่นามธรรม ผมก็ลืมท่านไปหลายๆ ครั้ง และผมก็จำท่านได้ในหลายๆ ครั้ง มันเป็นเรื่องแปลก"

หรือเหตุผลแห่งการรับรู้อันชวนพิศวงนี้ก่อเกิดจากวรรณศิลป์อันทรงคุณค่า ซึ่งหาได้เพียงจากในงานขั้นเอกอุของรพินทรนาถเท่านั้น ดังที่อนุสรณ์กล่าวถึงว่า

"ท่านรพินทรนาถในฐานะที่เป็นบุคคลแทบไม่มีอิทธิพลใดๆ แต่ท่านรพินทรนาถที่เป็นกวี เป็นเสียง เป็นลมหายใจที่สะท้อนออกมา มันเหมือนก้องอยู่ตลอด"

และเสน่ห์อันฉกาจอีกประการที่จะกล่าวอย่างเรียบง่ายคือ ยากและซับซ้อน แต่นั่นก็เปรียบดั่งอัตตาของรพินทรนาถ ฐากูร แม้นงานประพันธ์ใดไร้ซึ่งอัตลักษณ์อันซับซ้อนนี้ ก็หาใช่การประพันธ์โดยเมธีปราชญ์ไม่ ดังนั้น จึงมีทั้งผู้ที่หลงใหลใคร่รัก และเดียดฉันท์ในเงื่อนงำ เพราะคร้านจะปลดแก้เงื่อนงำนั้น จึงส่งผลให้งานประพันธ์ของรพินทรนาถไม่ใช่งานตลาดๆ ที่ใครๆ ก็อ่าน เมื่อไม่มีคนอ่านก็ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ถ้าลองพลิกหน้ากระดาษเหล่านี้แล้ว สรรพวิทยาสารพันจะเปิดโลกทัศน์ให้จับจดอย่างวางไม่ลง...แม้ต้องครุ่นคิดติดตามบ้างในบางประโยค ก็พอจะทำให้ยอมรับในรสขมๆ ฝาดๆ นี้กระทั่งพอใจ และรักใคร่ได้เลยทีเดียว

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เล่าถึงคุณค่าที่เกินกว่ายอดจำหน่ายงานประพันธ์ของรพินทรนาถว่า "ภาษาของท่านคล้ายการถักโครเชต์ มันต้องไขว้แล้วก็ดึง...ต้องไขว้แล้วก็ดึง...มันมีจังหวะผูกรัดและมีจังหวะผ่อนคลาย มีจังหวะการพันธนาการและจังหวะการปลดปล่อย

งานของท่านรพินทรนาถไม่ใช่งานที่จะไปขายออกในเชิงพานิชย์ เพราะเป็นงานที่ต้องย่อย แต่ในแง่ของจิตใจ งานของท่านรพินทรนาถเป็นยิ่งกว่า Universal Best Seller หรือ International Best Seller คือไม่มีวันที่คุณจะทิ้งมันได้ ไม่ว่าคุณจะอ่านมันเมื่อไรก็จะรู้สึกว่ามันใหม่ มีงานไม่กี่ชิ้นในโลกที่เป็นอย่างนี้ เช่น เจ้าชายน้อย หรือเรื่องที่เราถือว่าคลาสสิค งานพวกนี้เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันใหม่ งานของท่านพูดได้เลยว่าไม่ใช่งานที่สนุก เป็นงานที่เราไม่สามารถพูดให้ใครซื้องานของท่านรพินทรนาถได้ แต่สำหรับคนที่ย่อยงานได้ จะรู้สึกว่าชีวิตมันมีหลักมีการ มีคุณค่า"

รพินทรนาถ ได้รับสมัญญานามจากผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาว่า "คุรุเทพ" รพินทรนาถเป็นทั้งนักปรัชญาพรหโมสมัช นักธรรมชาตินิยม และกวีภาษาเบงกาลี เท่านั้นยังไม่พอ คล้ายย้ำชัดถึงอัจฉริยภาพแห่งอัจฉริยบุคคล เพราะเขาเริ่มเขียนบทกวีครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี ครั้นอายุได้ 16 ปี ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่งานกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา 'ภาณุสิงโห' และเริ่มเขียนเรื่องสั้นกับบทละครในปี พ.ศ.2420 ในช่วงปลายของชีวิต รพินทรนาถต่อต้านการปกครองของรัฐบาลอังกฤษอย่างเปิดเผย และร่วมเคลื่อนไหวการประกาศเอกราชของประเทศอินเดีย ทั้งนี้ผลงานของเขายังคงสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน

รพินทรนาถเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง ละครเพลง และเรียงความมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง และเกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณ ซึ่งความสามารถด้านวรรณศิลป์ของท่านเกิดขึ้นเมื่ออายุเพียง 14 ปี รพินทรนาถเขียนเพลงปลุกใจ มีเนื้อหาพาดพิงถึงงานมหกรรม 'เดลฮีเดอบาร์' โดยดำริของลอร์ด ลิททัน ด้วยท่าทีเย้ยหยัน เพราะเป็นความสนุกสนานท่ามกลางภาวะขาดแคลนของประเทศในขณะนั้น ความโด่งดังและชั้นเชิงวรรณศิลป์ของรพินทรนาถทำให้ได้รับสมญานามว่า "เกอเธ่แห่งอินเดีย"

นอกจากงานกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง ยังมีสถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ที่รพินทรนาถเฝ้าฟูมฟักด้วยความเชื่อที่ว่า การจะเข้าถึงสภาวะสูงสุดของชีวิตได้นั้น ร่างกาย จิตใจ และโลก หรือจักรวาลต้องสัมพันธ์กัน การเรียนรู้อยู่แต่ในห้องเรียนตลอดเวลาไม่ก่อให้เกิดการศึกษาที่แท้จริงได้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาแห่งนี้จึงรายล้อมด้วยทุ่งโล่ง สนามหญ้า และต้นไม้นานาพรรณ มีห้องเรียนกลางสนาม ใต้ร่มต้นสาละ

อีกปัจจัยหนึ่งที่รพินทรนาถให้ความสำคัญมากคือ อิสรภาพ เพราะเขาไม่เชื่อกฏเกณฑ์อันเคร่งครัดในระบบการศึกษาแบบตะวันตกที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การศึกษาที่ดีในความคิดของรพินทรนาถนั้นต้องเป็นไปท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานและความสุข ซึ่งนั้นคือต้นแบบของโรงเรียนใต้ต้นไม้ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวิศวภารตีเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอินเดีย มีผู้คนสนใจเดินทางมาเรียนจากทั่วโลก อย่างไม่ขาดสาย ด้วยแรงศรัทธาในแนวคิดของ รพินทรนาถ ฐากูร เมธีปราชญ์แห่งตะวันออกผู้นี้

นอกจากนี้แล้ว คุรุเทพผู้นี้ยังถือว่าเป็นผู้สืบสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับอินเดีย โดยได้มีการตั้ง "อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ" และมีการเรียนการสอนภาษาสันสกฤตในประเทศไทย

ผศ.สาวิตรี เจริญพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเกี่ยวกับการมาเยือนสยามของรพินทรนาถ ฐากูรและการก่อตั้งอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะไว้ในปาฐกถา เสาหลักของแผ่นดิน ในตอนหนึ่งว่า "...ท่านบัณฑิต รากูนาถ ชาร์มา ผู้ร่วมในงานเลี้ยงในช่วงที่รพินทรนาถมาเยือน เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และหม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ในภายหลัง เสนาบดีกระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนี้ ได้ทรงขอให้รพินทรนาถจัดหาปราชญ์ชาวอินเดียเข้ามาสืบสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับอินเดีย"

“ในปี 2475 รพินทรนาถได้ส่งสวามี สัตยานันทบุรี อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาปรัชญาและภาษาสันสกฤต เข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ ถึง 10 ปี ในฐานะทูตวัฒนธรรม สวามีสัตยานันทบุรีได้เรียนภาษาไทยกับหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และได้แสดงปาฐกถาเป็นภาษาไทยหน้าพระที่นั่งเรื่อง “The Origins of Buddhist Thought” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้สอนภาษาสันสกฤตที่นี่ด้วย และได้จัดตั้งธรรมาศรม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ”

เนื่องในโอกาสสำคัญ ครบรอบ 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูล เมธีปราชญ์แห่งตะวันออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันเอเชียศึกษา เครือข่ายจุฬานานาชาติ ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถานทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย และ Indian Council for Cultural Relations ประเทศอินเดีย จึงได้จัดงานเฉลิมฉลองพร้อมทั้งเปิดตัวการดำเนินการจัดตั้งศูนย์อินเดียศึกษา (Indian Study Centre) ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจัดให้มีกิจกรรมการประชุมวิชาการระหว่างประเทศไทย-อินเดีย นิทรรศการและเสวนาวิชาการ

และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาในงานชุมนุมเสวนา 'รพินทรวิถี คือรพีในดวงมาน' เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ ได้ขับขานบทกวีนิพนธ์ 'หนึ่งร้อยห้าสิบปี รพินทรนาถ ฐากูร' คลอเคล้ากับการเขียนภาพ รพินทรนาถ ฐากูร โดย เทพศิริ สุขโสภา นักเขียนและจิตรกรอิสระ

ไม่ว่าในนิยาม หรือนามกรใด 'คุรุเทพ' 'เมธีปราชญ์' หรือชื่อ 'รพินทรนาถ ฐากูร' ก็พิสูจน์แล้วว่า รอยจารแห่งคุณค่าอันเป็นสารัตถะได้สลักหยั่งลึกถาวรเหนือกาลเวลา
เพราะท่านคือรพินทรวิถี คือรพีในดวงมานของคนทั้งโลกนั่นเอง

Life Style : Read & Write
วันที่ 3 กรกฎาคม 2554
By : bangkokbiznews.com

supreme

supreme Author Archives Joined: 19 Dec 2006 Posts: 727
PostPosted: Tue Aug 23, 2011 5:01 pm |Message| Post subject: เบื้องหลังการแปล 'สาธนา' กับ 'หิ่งห้อย' บังเอิญ/โลกกลม......Reply with quote

เบื้องหลังการแปล 'สาธนา' กับ 'หิ่งห้อย' บังเอิญ/โลกกลม/พรหมลิขิต?
โดย : ปริญญา ชาวสมุน



กว่าต้นร่างงานประพันธ์แห่งเมธีปราชญ์ 'รพินทรนาถ ฐากูร' จะมาสู่สายตานักอ่านชาวไทย 'การแปล' คือ หัวใจสำคัญ


ไม่ว่าต้นฉบับนั้นจะเขียนด้วยภาษาใด หรือใครเขียน ท้ายที่สุด...การแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาถิ่นต่างหากที่จะนำพาคนอ่านต่างสัญชาติให้กำซาบสุนทรียรสอันแท้จริงได้

ในบรรณพิภพ...ต้องยอมรับว่าวรรณกรรมระดับ 'คลาสสิค' ส่วนมากเป็นผลงานของนักเขียนชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นแถบทวีปใดก็ตาม นั่นหมายความว่า การรับรู้จึงถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่รู้ภาษาต่างประเทศเท่านั้น

หลายผลงานถูกแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาต่างๆ มากมาย เช่น ภาษาสากลอย่างอังกฤษ ซึ่งเป็นผลดีไม่น้อย เพราะคนไทยส่วนหนึ่งรู้ เข้าใจภาษาอังกฤษค่อนข้างดี ทว่าไม่ใช่ทั้งหมด !

ดังนั้น 'นักแปล' จึงเปรียบดั่งพจนานุกรมมีชีวิต ที่จะช่วยตีความถ้อยคำจนกระจ่างชัดแก่นักอ่าน หากแต่เป็นประพันธบทแห่งปราชญ์แล้วไซร้ การแปลย่อมเป็นภาระหนักที่ต้องแบกรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐที่ผู้อ่านและผู้ประพันธ์มอบให้

'ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล' และ 'อาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา' ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ทั้งสองท่าน ต่างก็เป็นนักแปลชั้นครูทั้งสองคน ไม่ใช่ด้วยวัยวุฒิระดับอาวุโสเกือบศตวรรษเท่านั้น แต่ด้วยคุณวุฒิซึ่งทั้งสองท่านสะสมบ่มเพาะทั้งชีวิต พิสูจน์ได้จากงานแปลคุณภาพทุกชิ้นที่ท่านทั้งสองรังสรรค์ไว้


0 ระวี ภาวิไล ผู้รับใช้คุรุเทพ
สำหรับ ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล นอกจากจะเป็นนักวิชาการด้านดาราศาสตร์ผู้บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์เป็นคนแรกๆ ของไทยแล้ว ยังมีผลงานประพันธ์และงานแปลด้านวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา วรรณกรรมและปรัชญามากมาย อาทิ ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน, สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ โดย รพินทรนาถ ฐากูร, ปีกหัก โดย คาลิล ยิบราน, อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ โดย ลูอิส คาร์รอลล์ ฯลฯ

หนึ่งในผลงานแปลที่อาจารย์ระวีชื่นชอบมาก คือ 'สาธนา : ปรัชญานิพนธ์' ประพันธบทแห่งคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร แน่นอนว่าหากใครได้ยินกิตติศัพท์เล่าขานในงานของท่านรพินทรนาถแล้ว คงขยาดเกรงในเนื้อความอันหลบเร้น ยากแก่การเข้าใจ แต่สำหรับอาจารย์ระวีหาได้เกรงกลัวไม่ ท่านกลับสนุกสนานเพลิดเพลินกระทั่งประทับใจบทกวีสั้นๆ ซึ่งเคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ แม้เป็นเพียงบทกวีสั้นๆ แต่กลับดึงดูดให้อาจารย์ระวีประทับชื่อรพินทรนาถ ฐากูรไว้ในห้วงจำไว้นานนับกัปกัลป์พุทธันดร

"ผมเคยได้อ่านบทความของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ที่มีคนแปลลงหนังสือพิมพ์ บทกวีสั้นๆ นั้นนับว่าสั้นมาก ผมประทับใจ แต่จำไม่ได้ว่าเนื้อความว่าอย่างไร แต่ประทับใจเลยจำชื่อท่านได้" ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล บอกเล่าในงานเสวนา 'จากร้อยปี สู่ ร้อยห้าสิบปี ปรัชญานิพนธ์ สาธนา ฉบับภาษาไทย' และ 'หิ่งห้อย กับสองศิลปินแห่งชาติผู้รังสรรค์งานแปล' เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กระทั่งอาจารย์ระวีเข้าไปที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ ท่านไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้รู้จักคุรุเทพแห่งโลกตะวันออกหลุดลอยไปหรือเป็นเพียงแค่ 'นักเขียนในดวงใจ' เท่านั้น ท่านจึงค้นหาหนังสือของรพินทรนาถ ฐากูร จนได้พบกับสาธนา หนังสือที่บรรจุบทกวีสั้นๆ บทเดิมซึ่งยังตรึงแน่นในหัวใจของอาจารย์ระวีมิคลาย

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ 'รักแรกพบ' ที่ได้หวนมาพบกันอีกครั้ง...

หลังจากอาจารย์ระวีหรือนายระวีในวัยหนุ่มขอยืมหนังสือสาธนาไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกๆ ครั้งที่เขาหยิบอ่านจะคัดลอกด้วยลายมือเก็บไว้ ลอกไปแปลไป...ทำเช่นนี้ประจำ

อาจารย์ระวีเล่าว่า "ในกรณีของสาธนานี้ ผมลอกไว้เป็นตอนๆ เพราะมีหลายตอน ถ้าเราไปเปิดดูจะพบว่ามีหลายตอน สมัยนั้นไม่มีเครื่องถ่ายเอกสาร ก็ขอยืมมาแล้วลอกไว้ด้วยลายมือ แต่ว่าไม่ได้ลอกทั้งหมด ยืมทีก็ลอกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ลอกก็นำมาแปล"

เมื่อสบโอกาสวันฉลองวันปิยมหาราช ทางสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำหนังสือ ชื่อ 'หนังสือมหาวิทยาลัย' อาจารย์ระวีจึงนำงานแปลสาธนาบางช่วงตอนไปลงพิมพ์ แม้จะลงได้เพียงปีละตอนเท่านั้น แต่ท่านก็ยังคงเดินหน้าแปลเรื่องสาธนาเก็บไว้...ทำเช่นนี้อยู่หลายปี กระทั่งได้หนังสือออกมา

เมื่อรวบรวมได้ครบถ้วนแล้ว หม่อมราชวงศ์อายุมงคล โสณกุล โอรสของพลตรี หม่อมเจ้าฉัตรมงคล โสณกุล และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน ได้พาอาจารย์ระวีไปถวายหนังสือเล่มนี้แก่หม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร โดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าช่วงเวลานั้นตรงกับงานฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร และหม่อมเจ้าธานีนิวัตก็เป็นประธานจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ด้วย หม่อมเจ้าธานีนิวัตรับหนังสือไว้ไม่นานนักก็ตามอาจารย์ระวีไปพบและรับหนังสือคืน ปรากฏว่าหม่อมเจ้าธานีนิวัตแก้ไขข้อผิดพลาดบางประการให้ พร้อมทั้งเขียนบันทึกซึ่งกลายมาเป็นคำนิยมในหนังสือสาธนาด้วย จากบางช่วงตอนว่า

"อาจารย์ระวี ภาวิไล แห่งแผนกฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แปลปรัชญานิพนธ์ของ 'รพินทรนาถ ฐากูร' ชื่อ 'สาธนา' จากฉบับภาษาอังกฤษ แล้วนำมาขอให้ข้าพเจ้าอ่านเพื่อพิจารณา ข้าพเจ้าขอออกตัวว่าไม่เคยสนใจหรือสันทัดวิชาปรัชญาแม้แต่น้อย แต่โดยที่รู้จักชอบพอกันกับผู้แปล และนิยมในการที่ผู้แปลมีความสนใจกว้างขวางในวิชาความรู้ทั่วๆ ไป จึงได้อ่านดูอย่างลัดๆ ได้ช่วยแก้ไขถ้อยคำบ้างเล็กน้อย เห็นว่าเนื้อเรื่องเรียงไว้ดี สมควรพิมพ์ให้ได้ถึงมือบรรดาผู้สนใจในปรัชญานิพนธ์ของมหากวีรพินทรนาถ ฐากูร ความนิยมของข้าพเจ้ามีอยู่เป็นส่วนมากในตัวผู้แปล..."

0 'อุชเชนี' ราชินีนักแปล

ด้านอาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี 2536 เจ้าของนามปากกา 'อุชเชนี' ผู้รจนาบทกวีอันไพเราะและทรงพลังตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มีผลงานทั้งประพันธ์และงานแปล อาทิ รวมบทกวีเรื่อง ขอบฟ้าขลิบทอง, บทกวีแปลจากกวีนิทานพื้นบ้านของจีนเรื่อง อัษมา, บทกวีแปลจากบทกวีของรพินทรนาถ ฐากูร เรื่อง หิ่งห้อย ฯลฯ

เรื่อง 'หิ่งห้อย' เป็นงานที่อาจารย์ประคิณแปลร่วมกับอาจารย์ระวี ซึ่งหากล่วงรู้ที่มาที่ไปของการได้มาพบกันระหว่างต้นฉบับและนักแปลแล้ว อาจคล้ายเป็นพรหมลิขิตเฉกเช่นเดียวกับกรณี 'สาธนากับอาจารย์ระวี'

เดิมทีอาจารย์ประคิณไม่เคยรู้จักบทกวีเรื่องนี้มาก่อน แต่เมื่อครั้งที่อาจารย์ระวี ภาวิไลจำต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย อาจารย์ระวีได้หอบหิ้วหนังสือระดับคัดสรรกองมหึมาฝากไว้กับอาจารย์ประคิณ และได้บอกทิ้งท้ายว่ากลับมาเมื่อไรจะมาเอาคืน โดยหารู้ไม่ว่าหนังสือเหล่านั้น คือหนังสือที่ทรงคุณค่ามากในสายตาของอาจารย์ระวี เพราะล้วนเป็นหนังสือชั้นเลิศทั้งสิ้น ที่อาจารย์ระวีเคยเปิดเผยว่าจะฝากไว้ได้เฉพาะกับผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด และบุคคลนั้นก็คืออาจารย์ประคิณ

ที่สำคัญ...นี่เป็นที่มาของการได้พบกันระหว่าง 'อาจารย์ประคิณและหิ่งห้อย'

"ก่อนที่อาจารย์ระวีจะไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศออสเตรเลีย ท่านได้เอาหนังสือมาฝาก แล้วบอกว่ากลับมาเมื่อไรจะมาเอาคืน ดิฉันเห็นว่าเป็นหนังสือดีทั้งนั้นเลย ได้นั่งดู พลิกไปพลิกมา ก็เจอหิ่งห้อย เล่มเล็กๆ มีข้อความสั้น เป็นคติพจน์ ซึ่งท่านรพินทรนาถ ฐากูรเขียนไว้เพราะมาก และยังไม่มีใครแปล ดิฉันอยู่ว่างๆ เมื่อไรคิดถึงหนังสือเล่มนี้ก็หยิบมาค่อยๆ แปลวันละเล็กวันละน้อยจนจบเล่ม ที่จริงไม่ค่อยหนาเท่าไร ทำได้เร็วพอสมควร ก็เก็บเอาไว้เฉยๆ"

อาจารย์ประคิณแปลเรื่องหิ่งห้อยเก็บไว้ได้ไม่นานนัก อาจารย์ระวีก็เดินทางกลับมา 'สัญญาต้องเป็นสัญญา' อาจารย์ประคิณได้นำหนังสือชั้นเยี่ยมเหล่านั้นคืนสู่อาจารย์ระวี และคล้ายการให้ดอกเบี้ยเมื่อรับฝาก อาจารย์ประคิณได้มอบต้นฉบับแปลเรื่องหิ่งห้อยแก่อาจารย์ระวีเป็นของแถม แต่อาจารย์ระวีหาได้พอใจในเนื้อความอันรุ่มรวยไม่ ตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่พออกพอใจกับเนื้อๆ เน้นๆ เสียมากกว่า

"ดิฉันนำหนังสือพวกนี้ไปคืน แล้วก็เอาต้นฉบับภาษาไทยไปให้ท่านด้วย ว่าดิฉันแปลออกมาเป็นแบบนี้ ท่านเอาไปอ่านก็ไม่ชอบใจ เพราะภาษาของชาวอักษรศาสตร์ก็รู้กันอยู่ว่าต้องฟุ่มเฟือย มีสร้อยมีอะไรประดับประดา ซึ่งชาววิทยาศาสตร์อย่างอาจารย์ระวีจะไม่ชอบ ท่านก็ตัดๆ จนเหลือความซึ่งกระชับมากและตรงกับภาษาอังกฤษ เสร็จแล้วท่านก็เอาไปให้ศึกษิตสยามตีพิมพ์ครั้งแรกในยุคนั้นเมื่อ พ.ศ.2517"

0 เส้นทาง 'นักแปล' กับ 'ต้นฉบับ'

สังเกตได้ว่าที่มาของผลงาน 'สาธนา' และ 'หิ่งห้อย' ฉบับแปลไทยนั้นคล้ายคลึงกันในนิยามหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะถูก 'กำหนด' มาแล้วว่า 'ใครคือคนแปล ?' แต่จะด้วยความบังเอิญหรือปาฏิหาริย์ไม่ทราบได้ หากมองให้ถ่องแท้แล้ว นักแปลชั้นครูทั้งสองท่านกลับมีจุดร่วมหนึ่งเดียวกันคือ ความรัก และสนใจในเนื้องานของรพินทรนาถ ฐากูร อันอุดมสรรพวิทยาทั้งองคาพยพ และต้องการสะท้อนถ่ายสู่ผู้อ่านด้วยภาษาซึ่งตนถักทอให้สมกับต้นฉบับแห่งเมธีปราชญ์

ในทางกลับกัน ปัจจุบันธุรกิจสิ่งพิมพ์คือสิ่งที่นำพานักแปลมาพบกับต้นฉบับ แม้ต้นฉบับนั้นจะไม่เคยผ่านหูผ่านตานักแปลที่ต้องรับหน้าที่นี้เลยก็ตาม กระทั่งส่งให้ 'นักแปล' กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ผู้รู้ภาษาต่างประเทศคว้าไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องมี 'พรหมลิขิต' ไม่ต้องมี 'บังเอิญ' ทุกอย่างถูกจัดสรรในกระบวนการผลิตหนังสืออยู่แล้ว

ต้นทางของการแปลหนังสือในยุคก่อนเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้วช่างเป็นเรื่องแตกต่าง ชนิดหน้ามือกับหลังมือ !

ในฐานะที่เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่ต้องร่วมงานกับนักแปลมากหน้าหลายตา ทั้งรุ่นเก่าเก๋าเกมไปจนถึงหน้าใหม่ไฟแรง มกุฎ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แสดงทัศนะว่า

"การเดินทางของหนังสือแต่ละเล่มไม่เหมือนสมัยนี้ เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์มาบอกว่าให้คนนั้นคนนี้แปล ก็เป็นเรื่องธุรกิจ มันก็เป็นการเดินทางของหน้าที่ ของการทำงาน แต่การเดินทางของต้นฉบับในสมัยนั้นไม่ใช่ มันเป็นคนละเรื่องเลย มันเป็นเรื่องอภินิหาร มันเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วแต่เราจะว่าเอา แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดมันก็เดินทางมาถึงวันนี้"

เมื่อห้าสิบปีที่แล้วในงานฉลองวาระชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร หนังสือสาธนาฉบับแปลไทยของศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล รูปแบบหนังสือมือทำ ได้รับเกียรติให้จัดแสดงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ทว่าหลังจากนั้น สาธนาก็ได้สาบสูญไปจากการรับรู้ของคนทั่วไปอย่างบางเบา เพราะไม่ได้หายไปอย่างไร้ซึ่งร่องรอย การกลับมาจึงเป็นไปได้ !

มกุฎ อรฤดี กล่าวว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นความตั้งใจว่าจะใช้หนังสือพวกนี้เป็นการเปิดตัวสำนักพิมพ์ภารตะหรืออะไร เป็นความบังเอิญ จะอธิบายด้วยถ้อยคำอื่นหรือไม่ ไม่ทราบ บางคนอาจบอกว่าเป็นการดลบันดาล หรือถ้อยคำใดก็ตาม ผมไม่ทราบ แต่ว่าช่วงเวลานี่มันแปลก เวลาที่หนังสือหนึ่งเล่มปรากฏที่งานนั้น แล้วหายไป อยู่ดีวันดีคืนดี เราก็ได้ความจำกลับมาว่าหนังสือนั้นเคยปรากฏในงานนั้น ตอนนี้ครบร้อยห้าสิบปี ก็ควรจะปรากฏในงานนี้อีก ผมหวังว่ามันคงไม่ต้องรอถึงห้าสิบปีเพื่อที่จะพิมพ์ครั้งใหม่ (หัวเราะ)"

มาถึงตรงนี้...หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือคุณงามความดีของสาธนาและหิ่งห้อยนอกจากเป็นบทประพันธ์ของเมธีปราชญ์รพินทรนาถ ฐากูร และได้รับการแปลและเรียบเรียงโดยศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์สองท่าน หากได้เปิดหน้าหนังสือทั้งสองเล่มนี้แล้วคงหมดความสงสัยด้วยประการทั้งปวง

มกุฎเล่าให้ฟังว่าน่าแปลกที่ทำไมหนังสือทั้งสองเล่มนี้แม้จะเคยตีพิมพ์หลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่กลับขายไม่ได้ เหลือเยอะมากจนเอาไปถมที่ได้ (มุกตลก) จึงได้มานั่งทบทวนว่าเกิดจากอะไร ในกรณีของหิ่งห้อย พบว่าคนส่วนมากลงความเห็นว่า อ่านไม่รู้เรื่อง !

เมื่อมกุฎ อรฤดีพิจารณาถี่ถ้วนแล้วจึงพบสาเหตุความไม่รู้เรื่องนั้นว่าเกิดจากวรรคตอนที่ผิดเพี้ยนไป เมื่อวรรคตอนผิด ความเข้าใจจึงผิดตาม และกำลังดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์

"หลังจากที่เราศึกษาผลงานของท่านรพินทรนาถ แล้วอยากศึกษาเรื่องปรัชญานิพนธ์เราควรจะอ่านเล่มแรกซึ่งเปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่หยั่งลึกลงในดิน คือสาธนา ถ้าเราเริ่มอ่านสาธนาจนจบเล่มอย่างเข้าใจ เราจะอ่านเล่มใดของท่านก็ได้ในโลกนี้ที่ท่านเขียนไว้อย่างเข้าใจ อย่างไพเราะ เสมือนหนึ่งเราปลูกต้นไม้ไว้แน่นหนาดีแล้ว ลำต้นแข็งแรงดีแล้ว แล้วต้นก็งอกออกไป เป็นกิ่งเป็นก้าน ในที่สุดเราก็จะเห็นดอก ดอกที่อยู่ในลำต้นที่แข็งแรง และกิ่งก้านสีเขียว ดอกมันจะสมบูรณ์ เบ่งบานเต็มที่ตามเวลาของมัน อ่านไปเถอะ จะรู้สึกได้ว่ามันคือดอก ไม่ใช่ดินนะ แต่มันคือดอก มันคือสวย มันคืองามที่สุดเท่าที่เราจะหยิบฉวยได้ในเวลาอันสั้นๆ ภายในสามบรรทัดเท่านั้น เรารู้สึกอิ่มไปอีกนานเลย..."

ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล และ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา น่าจะเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีสำหรับนักแปลเลือดใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ 'ธุรกิจวรรณกรรมแปล' ตัวอย่างสำหรับนักแปลที่ต้องการรับดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐจากนักอ่าน

นี่คือบทพิสูจน์โดย 'รพินทรนาถ ฐากูร' คุรุเทพ และเมธีปราชญ์แห่งโลกตะวันออก ที่มอบผลงานอันลึกล้ำให้นักแปลได้ร่วมพิสูจน์

ถึงกับมีคำกล่าวหนึ่งจากมกุฎ อรฤดีว่า

"ศิลปินสองท่านนี้เหมาะสมที่สุดที่จะรับใช้งานของท่านรพินทรนาถ ฐากูร

The 8th International Visual Arts Workshop and Exhibition

14th – 17th February 2012
Poh Chang Academy of Arts
Organized by
Poh Chang Administrative Office
Thai Art Council of the United States of America

And
Rajamangala University of Technology Rattanakosin (RMUTR)
14th February (Poh Chang Academy of Arts, Bangkok)











ความเป็นมาโครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ

ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549-53) ของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเต็มตัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ หรือ มทร.รัตนโกสินทร์ ในมิติของการทำนุศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยได้สะสมผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินนานาชาติ และศิลปินชั้นนำของไทยไว้เป็นจำนวนมาก ผลงานจำนวนนี้เป็นผลมาจากการจัดโครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ หรือ อาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นมาก่อนว่า “เทศกาลศิลปะนานาชาติ” (International Art Festival) ซึ่งดำเนินการติดต่อมาทุกปีนับแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

โครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ

เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแยกตัวออกมาเป็นมหาวิทยาลัย และโครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นอธิการบดี เมื่อ พ.ศ. 2549 ด้วยเล็งเห็นว่า การเรียนการสอนศิลปะและหัตถกรรมที่วิทยาลัยเพาะช่างเป็นจุดเด่นอันหนึ่งของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนจากศิษย์เก่า 28 ท่านที่ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ และที่ประสบความสำเร็จในวงการอาชีพต่างๆ อีกหลายสาขา รวมถึงบรรดาครูอาจารย์ที่สอนอยู่ในโรงเรียน วิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

นับตั้งแต่มีการดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่ครั้งที่ ครั้งที่ 5 มหาวิทยาลัยใช้งบประมาณ 4 ล้านกว่าบาทในการดำเนินการ เพื่อผลักดันให้โครงการนี้เป็นเวทีที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่สำคัญคือเป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน ความคิดรูปแบบ และการแสดงออกทางศิลปะกับศิลปินนานาชาติ อีกทั้งศิลปินแต่ละท่านยังแสดงกระบวนการคิด การสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่เป็นแบบร่างจนกระทั่งเป็นผลงานสำเร็จให้เห็นโดยไม่ปิดบัง อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ศิลปิน และ ผู้สนใจศิลปะ

โครงการปฏิบัติการทางทัศนศิลป์และนิทรรศการนานาชาติ ครั้งที่ 1-4 จัดที่วิทยาลัยเพาะช่าง กรุงเทพมหานคร และครั้งที่ 5 จัด ณ จังหวัดเชียงราย ในแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในการจัดครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นความร่วมมือหลายองค์กร มีอาจารย์ศิลปะและศิลปินเข้าร่วมโครงการกว่า 100 คน จาก 14 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา สิงคโปร์ และ ศรีลังกา

ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะใช้เวลาร่วมกัน 4-5 วันเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะของตัวเองและวันที่ 5 จะนำผลงานทั้งหมดจัดแสดง ณ หอศิลป์ที่จัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง รวมถึงนิทรรศการศิลปะนานาชาติสัญจรไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ศิลปิน และ ผู้สนใจทั่วไปได้ชื่นชม และ เห็นความแตกต่างในการสร้างสรรค์ศิลปะบนพื้นฐานทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ

ปัจจุบันโครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการศิลปะไทยรวมถึงศิลปินบางคน บางกลุ่มในต่างประเทศอีกหลายประเทศ ข้อสังเกตดังกล่าวนี้ดูได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งที่เป็นชาวไทยและต่างประเทศตั้งแต่ครั้งที่ 1 เปรียบเทียบกับครั้งที่ 6 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์กับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆและหน่วยงานภาครัฐในประเทศจีนและสวีเดน ทีมงานร่วมจากวิทยาลัยเพาะช่าง นำโดย นายพนม พรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาซึ่งรับผิดชอบการบริหารงาน ณ พื้นที่เพาะช่าง กับ สภาศิลปกรรมไทยแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมี ดร.กมลทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ กับเครือข่ายศิลปินไทย อาทิ ศาสตราจารย์ ประหยัด พงษ์ดำ ดร.ถวัลย์ ดัชนี ศาตราจารย์ เดชา วราชุน และศิลปินในต่างประเทศ

ดังนั้นโครงการนี้จึงนับเป็นโครงการหนึ่งในหลาย ๆ โครงการที่เตรียมความพร้อมด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับประเทศสู่การแข่งขันระดับนานาชาติในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเขตการค้าเสรี หรือ
Free Trade Area (FTA) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเขตการค้าเสรีจะเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ก็ครอบคลุมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การบริการด้านต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์มีผลงานศิลปะสะสมของศิลปินร่วมสมัยจำนวนมาก ผลงานทั้งหมดจะนำมาแสดงในหอศิลป์ถาวรของมหาวิทยาลัย ซึ่งคาดว่าจะมีในอีก 5 ปี ข้างหน้า

ศิลปินและผลงานสะสมบางส่วน
ศิลปินแห่งชาติ : ประกิต (จิตร์) บัวบุศย์ (เสียชีวิตแล้ว) ประหยัด พงษ์ดำ ถวัลย์ ดัชนี ชำเรือง วิเชียรเขตต์ กมล ทัศนาญชลี เดชา วราชุน ปรีชา เถาทอง ทวี รัชนีกร นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน สุเมธ ชุมสาย

ศิลปินรับเชิญ : ชวน หลีกภัย ธงชัย รักปทุม อิทธิ คงคากุล สรรณรงค์ สิงหเสนี วิรุณ ตั้งเจริญ อารี สุทธิพันธุ์ สุเทพ สังข์เพชร เกษียร สิทธิศาสตร์ บุญยิ่ง เอมเจริญ เสาวภา วิเชียรเขตต์ ญาณพล วิเชียรเขตต์ โกศล พิณกุล สุรสิทธิ์ เสาว์คง ศรีวรรณา เสาว์คง เทพศักดิ์ ทองนพคุณ สุชาติ เถาทอง วิโชค มุกดามณี ปัญญา เพ็ชรชู พีระพงษ์ ดวงแก้ว พงษ์เดช ไชยคุตรโชคชัย ตักโพธิ์ นุกูล ปัญญาดี ไมตรี หอมทอง บรรลุ วิริยาภรณ์ ประภาส สมพร แต้มประสิทธิ์ ธนฤษภ์ ทิพย์วารี สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ดนยา เชี่ยววัฒกี ฯลฯ

ศิลปินนานาชาติ : อาทิ สหรัฐอเมริกาฝรั่งเศส นิวเม็กซีโก สวีเดน อิสราเอล อามาเนียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ศรีลังกา Danaya Chiewwattakee Gegam Kacherian, Hratch Israelian, Hideo Sakata, Alejandro Martinez-Pena, Ricardo Alvarez Cruz, Mukai Katsumi, Uota Motoo, Hiro Tanabe, Tagaya Nabito, Marda Kou, Sirakawa Mashiro, Pearl Soonwoo Park, Barbara Edelstein, Anthony Zepeda, Byoung-Ok Koh, Diana Wong, Fred Spaulding, Hye sook, Hye Ryon Park, James Patrick Finnegan, Mile Saijo, Otto Youngers, Renee Amitai, Richard David Garst, Joseph Piasentin, Cheryl DeCinces Carte, Michael Costello, Jin Chan’an, Chang Yan Yan, Zhang Shouwu, Zhang Jin Li, Wu Xiaorong, Chen Weilli, Jin Xuming, Suresh Sethi , Charlie Geosso, Simon Rahimian, Suguru Hiraide,

Kye Somg Lee, James Patrick Finnegan, Mari Kadahora Joubert, Zhao Quiankun, Wen Junying, Tang Xiaoyin, Jin Yaxin, Ju Yunhe, Liu Baoguang, Li Wuming, Ingeid Roth, Ilona Benczedi, Ann Phong, Peter Liaskov, Morita Noridata, Katsutoshi Tanaka, Chang Xinhang, Wang Yanui, Lu Zhougzhi, An Dingwen, Li Haiyong, Xia Haidong, Ran Chenghi, Gayani Srimimali, Herath Katugastota, Lalith Chandana, Mahinda Ranjith, Saman Siriwardena, Sunil Santha, Sudarshana Bandara, Charles Chauderot, Rex Kalehoff, Fang U Chul, Ryu II- Seon, Jenny Persso