ความเป็นเพศ : วารุณี ภูริสนสิทธิ์

ความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายทางสรีระได้นำไปสู่ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงและผู้ชายมีความแตกต่างกันในทางอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสติปัญญา ความสามารถ ความถนัด จิตใจ และอารมณ์ ความเชื่อเช่นว่านี้ได้มีมาเป็นเวลานานนับพันปี ความแตกต่างดังกล่าวมักถูกมองว่าเป็นความแตกต่างที่มีมา “ตามธรรมชาติ” ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การเชื่อที่ว่าผู้หญิงมีความแตกต่างจากผู้ชายได้นำไปสู่สถานะของผู้หญิงที่ด้อยกว่าผู้ชาย เช่น ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่มีเหตุผลชอบใช้อารมณ์ นำไปสู่การที่สังคมไม่ยอมรับผู้หญิงให้เป็นผู้นำเพราะมีคุณสมบัติทางเพศที่ไม่เหมาะสม ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงไม่เก่งทางคณิตศาสตร์ ไม่มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้หญิงไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรซึ่งเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและมีเกียรติในสังคม หรือผู้หญิงจะเป็นได้เพียงกรรมกรไร้ฝีมือในโรงงาน ไม่สามารถเป็นช่างเครื่องยนต์ได้ เพราะผู้หญิงถูกมองว่าไม่มีความสามารถทางช่าง ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงมีคุณสมบัติหรือความสามารถทางเพศในการดูแลผู้อื่น เช่น เด็ก คนแก่ ทำให้ ผู้หญิงต้องเป็นผู้รับภาระหลักในการดูแลลูกและคนในครอบครัว แม้ว่าผู้หญิงจะทำงานนอกบ้านด้วยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา สังคมของมนุษย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ การเกิดและการยอมรับในเรื่องสิทธิมนุษยชน การให้ความสำคัญกับความเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงการผลิตแบบเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งได้รับโอกาสการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ชาย ผู้หญิงได้ทำงานนอกบ้านมากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่าผู้หญิงมีสถานะที่ด้อยกว่าชาย และความแตกต่างของผู้หญิงและผู้ชายเป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ว่าจริงหรือไม่ รวมทั้งการพยายามหาคำตอบว่าทำไมความเชื่อเช่นว่านี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้มาเป็นเวลานาน การเกิดการตั้งคำถามและการหาคำอธิบายนี้ คือ ความคิดเรื่องสิทธิสตรี หรือ สตรีนิยม (Feminism) ความคิดนี้ได้รับความสนใจและการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ ในโลก ในช่วง30 ปีหลังของศตวรรษที่ 20 ความคิดเรื่องสิทธิสตรีจะให้ความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชาย และได้ใช้ความคิดรวบยอดในเรื่องความเป็นเพศ (Gender) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่สำคัญ
ความเป็นเพศคืออะไร
ในขณะที่เพศ(sex) หมายถึงความแตกต่างทางสรีระ ความเป็นเพศหมายถึง องค์ความรู้ที่สร้างความหมายให้กับความแตกต่างทางร่างกาย เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และจิตวิทยาระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ความเป็นเพศเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม เป็นการการจัดการทางสังคมของความแตกต่างระหว่างเพศในด้านต่างๆ(scutt 1988) เป็นพฤติกรรมที่ถูกเรียนรู้ทางสังคม และเป็นความคาดหวังของสังคมที่สัมพันธ์กับเพศสองเพศ เพศหญิงเพศชายเป็นข้อเท็จจริงทางสรีระ แต่การจะกลายเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายเป็นกระบวนการทางวัฒนธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัฒนธรรมสร้างความเป็นหญิงเป็นชายในสังคมขึ้น วัฒนธรรมเป็นตัวสร้างความเป็นเพศ วัฒนธรรมเป็นผู้บอกว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร คิดอย่างไร และเราควรจะคาดหวังอะไรจากผู้อื่น และเมื่อวัฒนธรรมเป็นผู้กำหนดความเป็นหญิงความเป็นชาย วัฒนธรรมก็เป็นผู้บอกว่าผู้หญิงและผู้ชายควรต้องทำตัวอย่างไร เช่น ผู้หญิง (ในวัฒนธรรมไทย) ต้องเป็นคนเรียบร้อย ไม่พูดเสียงดัง ไม่สบถ ในขณะที่ผู้ชายไม่ถูกคาดหวังให้เป็นเช่นนั้น หรือภรรยาต้องเชื่อฟังสามี สามีต้องเป็นผู้นำในครอบครัว หรือผู้หญิงต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ของภรรยาและแม่มากกว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
ในขณะที่ผู้ชายต้องทำงานเพื่อประสบความสำเร็จซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หรือผู้ชายต้องเป็นผู้เกี้ยวพาราสี ถ้าผู้หญิงคนใดเป็นผู้เกี้ยวพาราสีผู้ชายก่อนผู้หญิงคนนั้นจะถูกตำหนิจากสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นความคาดหวังที่สังคมมีต่อความเป็นหญิงความเป็นชาย และถ้าใครไม่ทำตามที่สังคมคาดหวัง ก็จะพบกับสิทธานุมัติ (Sanction) จากสังคมในเชิงลบ เช่น การติฉินนินทา หรือเยาะเย้ย ถากถาง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายในสังคมต้องปฏิบัติตามที่วัฒนธรรมในสังคมกำหนด และเนื่องจากความเป็นหญิงความเป็นชายในสังคมถูกกำหนดจากวัฒนธรรม ดังนั้นความเป็นหญิงความเป็นชายจะแปรเปลี่ยนไปตามเวลาและสถานที่ กล่าวคือ ความเป็นหญิงความเป็นชายในยุคสมัยหนึ่งอาจไม่เป็นความเป็นหญิงความเป็นชายในอีกยุคสมัยหนึ่ง เช่น สังคมไทยในอดีต ผู้หญิงในชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงถูกคาดหวังให้อยู่อยู่กับบ้าน ดูแลครอบครัว การทำงานนอกบ้านถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีเกียรติ แต่ในปัจจุบันการทำงานนอกบ้านของผู้หญิงเป็นเรื่องปกติและในบางส่วนเป็นความจำเป็นของครอบครัว นอกจากนี้ความเป็นชายความเป็นหญิงที่ถูกคาดหวังจากสังคมจะไม่เหมือนกันในแต่ละสังคมด้วย เช่น ผู้หญิงในชนบทภาคเหนือมีอิสระในการเลือกคู่มากกว่าผู้หญิงในชนบทภาคใต้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การอ้างว่ามีธรรมชาติของผู้หญิงและธรรมชาติของผู้ชายที่แน่นอน เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน
นอกจากแตกต่างกันตามเวลาและสถานที่แล้ว การให้ความหมายทางสังคมต่อความเป็นเพศยังเป็นผลจากสถาบันทางเศรษฐกิจและสถาบันทางการเมืองในแต่ละยุคสมัยและในแต่ละสังคมด้วย เช่น ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงโดยเฉพาะในประเทศที่เข้าร่วมสงคราม ผู้ชายต้องออกไปรบ ผู้หญิงถูกเรียกร้องให้ออกมาทำงานทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม และในงานด้านอื่นๆ เพื่อทำให้ ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้ แต่เมื่อสงครามยุติลง ผู้หญิงถูกผลักออกจากตลาดแรงงานเพื่อให้ผู้ชายมีงานทำ และผู้หญิงก็ถูกบอกว่าหน้าที่ของผู้หญิงหรือสิ่งที่ผู้หญิงทำได้ดีที่สุด คือดูแลบ้านและครอบครัว
กรณีการแบ่งหน้าที่ของหญิงและชายให้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดเกิดขึ้นจากระบบคิดที่แบ่งสังคมออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นสาธารณะ (Public) อันได้แก่ เรื่องนอกบ้านหรือเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและบอกว่าส่วนนี้เป็นโลกหรือสังคมของผู้ชาย อีกส่วนถือว่าเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัว (Private) อันได้แก่ เรื่องในบ้าน หรือการดูแลบ้านเรือนและสมาชิกภายในครอบครัว โดยมองว่าส่วนนี้เป็นโลกของผู้หญิง ระบบคิดนี้เริ่มเกิดขึ้นในสังคมตะวันตก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการผลิตจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม การผลิตแบบอุตสาหกรรมทำให้งานและบ้านถูกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด อุดมการณ์ความเป็นแม่บ้าน (Ideology of Domesticity) ได้ถูกสร้างขึ้นและจำกัดบทบาทผู้หญิงให้อยู่ภายในโลกของครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงชนชั้นกลางและชนชั้นสูง
ความเป็นเพศ เป็นความคิดรวบยอดที่แตกต่างจากเรื่องบทบาททางเพศ เพราะความเป็นเพศมีความหมายที่กว้างกว่าบทบาททางเพศ บทบาททางเพศหมายความถึงแบบแผนต่างๆ ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ของความเป็นเพศ เช่น บทบาทในการดูแลลูกเป็นของผู้หญิง บทบาทในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเป็นของผู้ชาย แต่ความเป็นเพศมีความหมายที่มากกว่านั้น เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจต่อความเป็นเพศต้องไม่ถูกลดลงเพียงการทำความเข้าใจในเรื่องบทบาทที่แสดงออกในสังคมเท่านั้น ในความสัมพันธ์หญิง-ชายยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาในเรื่องของบทบาท เช่น ความรู้สึกที่ผู้หญิงรู้สึกว่าด้อยกว่าชาย ความรู้สึกที่ต้องการพึ่งพิงผู้ชาย ความรู้สึกที่ต้องการมีผู้ชายในชีวิตเพื่อทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความหมายของความเป็นเพศทั้งสิ้น

การสร้างความเป็นเพศผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม
คุณลักษณะของแต่ละเพศที่ปรากฏไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ซับซ้อน และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของคนในสังคม ความเป็นเพศเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวตน ทักษะ และความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นของคนในแต่ละเพศ กระบวนการขัดเกลาทางเพศจะเริ่มตั้งแต่เด็กเกิด ในช่วงที่ยังเป็นเด็กอ่อนอาจจะยังไม่แตกต่างกันนักในการเลี้ยงดูของทั้งสองเพศ แต่พบได้บ้างในเรื่องการเน้นที่อวัยวะทางเพศที่แตกต่างกัน เช่น ในการศึกษาของ สตีเฟน สปาร์ค (Stephen Sparkes) เรื่อง Body and Space: Socialization and Gender Hierarchy among the Shan and Isan (1996) ศึกษาการเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายในพวกไทยใหญ่ ที่แม่ฮ่องสอน พบว่า คนในชุมชนให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศของเด็กอ่อนเพศชาย โดยการจับและนำมาเป็นเรื่องล้อเล่นในที่สาธารณะ ในขณะที่อวัยวะเพศของเด็กอ่อนเพศหญิงถูกมองว่าเป็นของไม่สวย เป็นเรื่องที่ต้องปกปิด ซึ่งผู้ศึกษาอธิบายว่าการแสดงออกของคนในชุมชนเช่นนี้ ทำให้เด็กผู้หญิงรู้สึกว่า ตนเองมีความด้อยมีความน่าอับอายอยู่ในตัวเอง ซึ่งจะติดอยู่ในความนึกคิดของเด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ และไม่ว่าในสังคมใดก็ตาม ความแตกต่างในเรื่องการเลี้ยงดูจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น เด็กผู้ชายมีโอกาสเล่นได้ในทุกที่และเล่นนอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ของเล่นของเด็กผู้ชายจะมีความหลากหลายและเกมส์ที่เล่นจะมีกฏเกณฑ์และซับซ้อน มีจุดมุ่งหมาย และเป็นการแข่งขัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการเตรียมให้ผู้ชายมีทักษะในการจัดการและความเป็นผู้นำ ในขณะที่เด็กผู้หญิงจะถูกจำกัดให้เล่นแต่ในบ้าน ของเล่นมีเพียงไม่กี่ชนิด การเล่นไม่มีกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน เช่น เล่นขายของ เล่นตุ๊กตา ช่วยแม่ทำกับข้าว นอกจากนี้หนังสืออ่านเล่นของเด็กหรือหนังสือการ์ตูน จะกำหนดความเป็นหญิงความเป็นชายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ้าหญิง เจ้าชาย หรือเรื่องอื่นๆ ผู้หญิงก็คือ ผู้ตาม คือ แม่บ้าน คือ ผู้ดูแลครอบครัว ผู้พึ่งพิง ในขณะที่ผู้ชายคือผู้นำ ผู้ปกป้อง ผู้เสนอความเห็น ผู้ตัดสินใจ
เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน เด็กพบกับความคาดหวังของครู ความสัมพันธ์กับเพื่อน ซึ่งล้วนมีส่วนสร้างทักษะที่เชื่อว่าเหมาะกับเพศที่แตกต่างกัน ผู้หญิงถูกเชื่อว่าเหมาะที่จะเรียนทางศิลปศาสตร์ ขณะที่ผู้ชายถูกมองว่าเหมาะที่จะเรียนทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้หญิงไม่ค่อยมีความสนใจเรียนทางวิทยาศาสตร์เพราะเชื่อเสียแล้วว่าตนเองไม่มีทักษะ รวมทั้งผู้หญิงจะถูกจำกัดโอกาสในการทำงานในบางอาชีพที่ถูกเชื่อว่าเป็นอาชีพของผู้ชาย สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนการกำหนดเส้นทางให้ผู้หญิงเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในสังคมปัจจุบันการขัดเกลาทางเพศที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าครอบครัว โรงเรียน หรือกลุ่มเพื่อน คือ สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย โฆษณา ภาพยนตร์ ล้วนสร้างและเสริมความเป็นหญิงความเป็นชายตามประเพณีนิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณค่าของสาวบริสุทธิ์ ความเป็นแม่บ้านแม่เรือน ผู้หญิงกับความสวย ความสาว ในขณะที่ผู้ชายถูกสะท้อนควบคู่กับการทำงาน การเป็นผู้นำ ความเป็นผู้กล้า ในสังคมที่เป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกที่คนในสังคมไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชายยังมีคุณลักษณะที่ดูแตกต่างกัน และยังมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ผลที่ตามมาของความเป็นเพศ
การที่สังคมกำหนดความเป็นเพศขึ้น โดยให้ผู้หญิงมีคุณลักษณะบางอย่าง และผู้ชายมีคุณลักษณะบางอย่างและเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นำไปสู่การกำหนดบทบาทหน้าที่ รวมทั้งสถานะสูงต่ำที่แตกต่างกันของคนสองเพศ ผู้หญิงอยู่ในสภาพเป็นผู้ที่ด้อยกว่า เป็นผู้ตาม เป็นผู้ถูกกำหนด ในขณะที่ผู้ชายอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า เป็นผู้นำ เป็นผู้กำหนด ตัวอย่างเช่น การเชื่อว่าผู้หญิงมีหน้าที่หลักในการเลี้ยงลูกและดูแลครอบครัว นำไปสู่การที่ครอบครัวไม่สนับสนุนให้เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษา โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีนัก แต่เด็กผู้ชายจะได้รับการศึกษาเพราะเชื่อว่าผู้ชายมีหน้าที่ในการเป็นผู้นำของครอบครัว ความเชื่อเช่นว่านี้ ทำให้ผู้หญิงในโลกนี้มีสัดส่วนของการไม่รู้หนังสือจำนวนมากกว่าผู้ชาย และเนื่องจากด้อยทางการศึกษารวมทั้งความเชื่อที่ว่าผู้หญิงไม่มีทักษะทางเครื่องยนต์กลไก ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ในโลกนี้เช่นกันที่มีสัดส่วนที่ต้องทำงานไร้ทักษะและได้รับการจ้างแรงงานต่ำมากกว่าชาย นำไปสู่การที่ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มของผู้ยากจนในสัดส่วนที่มากกว่าชาย
การเชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่มีเหตุผล ไม่สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ ไม่สามารถคิดอะไรในระดับที่นอกเหนือจากประสบการณ์ได้ ไม่สามารถตัดสินใจในปัญหาที่สำคัญได้ ทำให้ผู้หญิงไม่ได้รับการสนับสนุนให้สนใจและไม่ได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำไม่ว่าในระดับใด และทำให้ในโลกนี้จึงมีสัดส่วนของผู้หญิงที่อยู่ในระดับนำที่มีโอกาสในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อชีวิตของคนจำนวนมากน้อยมาก ทั้งๆ ที่ผู้หญิงมีอยู่ครึ่งหนึ่งในโลกนี้
การเชื่อว่าในเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงเป็นผู้รองรับ ไม่สามารถเป็นผู้แสดง (Passive) และต้องเป็นสาวบริสุทธิ์ ในขณะที่ผู้ชายเป็นผู้ที่ต้องแสดง ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าเสนอหรือต่อรองในการใช้เครื่องมือคุมกำเนิด เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีหรือมีประสบการณ์ ในเรื่องเพศมาก่อน ผลที่ตามมา คือผู้หญิงต้องแบกรับภาระการตั้งท้องและรับผิดชอบต่อเด็กที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด หรือติดโรคทางเพศอื่นๆ1
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า เมื่อความเป็นหญิงความเป็นชายถูกสร้างให้มีความแตกต่าง ความแตกต่างกันดังกล่าว ได้ทำให้ผู้หญิงอยู่ในสถานะที่ด้อยโอกาสกว่าผู้ชายทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม


คำอธิบายถึงการเกิดความเป็นเพศหรือความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ
การอธิบายถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มแนวคิดใหญ่ๆ ดังนี้
1. แนวคิดสตรีนิยมสายเสรีนิยม ถือว่าเป็นแนวคิดแรกเมื่อเกิดมีแนวคิดเรื่องสตรีนิยมขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 แนวคิดนี้อธิบายว่า ความไม่เท่าเทียมกันเป็นผลมาจากการเรียนรู้ในเรื่องบทบาทความเป็นเพศ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความเชื่อและการปฏิบัติตามประเพณีนิยมที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้หญิงถูกสังคมปฏิเสธโอกาสในด้านต่างๆ แนวคิดนี้เชื่อว่าผู้หญิงและผู้ชายไม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ผู้หญิงมีความเท่าเทียมกับผู้ชายในทุกด้าน ผู้หญิงควรทำทุกอย่างได้เช่นเดียวกับผู้ชาย
2. แนวคิดสตรีนิยมแนวสุดขั้ว (Radical Feminism) อธิบายว่า ความไม่เทียมกันทางเพศเกิดจาก อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ระบบชายเป็นใหญ่ หมายถึง ระบบของโครงสร้างสังคมและแนวการปฏิบัติที่ผู้ชายมีความเหนือกว่า กดขี่และเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นระบบที่ผู้ชายมีความเหนือกว่าผู้หญิงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ การเมือง หรือวัฒนธรรม กลุ่มแนวคิดนี้จะให้ความสนใจต่อสถานะที่เป็นรองของผู้หญิงและมองว่าความเป็นรองที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากความต้องการเหนือกว่าของผู้ชาย และอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่นี้พยายามสร้างความชอบธรรมต่อความเหนือกว่าของผู้ชาย (ผู้ชายเข้มแข็งกว่า ฉลาดกว่า มีเหตุผลมากกว่า คิดอะไรที่ลึกซึ้งได้มากกว่า ฯลฯ) และทำให้ความเหนือกว่านี้ดำรงอยู่ในความเชื่อของคนในสังคม
3. กลุ่มแนวคิดสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์-สังคมนิยม (Marxist-Socialist) ซึ่งเสนอว่า ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ เป็นผลจากการปฏิสัมพันธ์กันของระบบชายเป็นใหญ่และระบบทุนนิยมในสังคม หรือกล่าวได้ว่า เมื่อทั้งระบบความเป็นเพศและระบบเศรษฐกิจมาสัมพันธ์กันในยุคสมัยหนึ่งๆ ได้ทำให้เกิดโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผู้ชายอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ ส่วนผู้หญิงอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เช่น ระบบชายเป็นใหญ่ได้สร้างความเชื่อที่ว่า คุณค่าของผู้หญิงอยู่ที่ความสวยและความสาว (คุณค่าของผู้ชายอยู่ที่ความสามารถ การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน) ความเชื่อนี้เมื่อปฏิสัมพันธ์กับเศรษฐกิจแบบตลาดที่ต้องการขายสินค้าให้ได้มาก ดังนั้น ผ่านทางการโฆษณา ผู้หญิงจึงตกเป็นเหยื่อทางการค้าของธุรกิจเครื่องสำอางค์หลากหลายชนิดอย่างเต็มใจ เพื่อต้องการสวยและรักษาความสาวไว้
4. กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic) แนวคิดนี้ให้ความสนใจต่อกระบวนการที่อัตลักษณ์ที่ด้อยกว่าถูกสร้างขึ้น หมายความว่าความรู้สึกว่าด้อยกว่าผู้ชายที่ผู้หญิงมีอยู่ในตัวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยกลุ่มนี้ได้ความสนใจศึกษาถึงพัฒนาการชีวิตช่วงต้นๆ ของเด็ก เพราะเชื่อว่าระยะนี้เป็นช่วงที่สำคัญในการก่อรูปอัตลักษณ์ของความเป็นเพศ เช่น พิจารณาว่าสิ่งที่เด็กเห็น ได้ยิน หรือภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร มีส่วนในการสร้างอัตลักษณ์ทางเพศอย่างไร
ประโยชน์ของความเป็นเพศในการศึกษาสังคม
ในการศึกษาสังคมที่ปฏิบัติกันมาหรือที่ยังมีการทำเป็นส่วนใหญ่ในขณะนี้คือ เมื่อต้องการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น จะพิจารณาคนในสังคมแบบรวม ไม่แบ่งแยกเพศ หรือบางครั้งก็ใช้การศึกษาข้อมูลของผู้ชายและถือว่าเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด ซึ่งในการศึกษาสังคมลักษณะนี้ได้ถูกนักสตรีนิยม วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เป็นการครอบงำในวงการวิชาการที่มีชายเป็นใหญ่ เพราะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงมีน้อยมาก ผู้หญิงจะไม่ได้รับความสนใจในการศึกษาหรือถ้าได้รับการศึกษาก็เป็นเพียงข้อมูลประกอบเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้มาจากการที่ผู้หญิงถูกมองว่าไม่มีส่วนสำคัญในการกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น และอาจจะเพราะนักวิชาการที่เป็นผู้หญิงมีจำนวนที่น้อยกว่าชายมาก เพราะฉะนั้นจะพบว่าในการศึกษาสังคมไม่ว่าในด้านใดก็ตาม มักไม่ค่อยมีเรื่องของผู้หญิงปรากฏออกมา ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต การรวมกลุ่ม การจัดการความขัดแย้ง ระบบความคิด ทั้งๆ ที่ในทุกสังคมมีผู้หญิงอยู่ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีความคิดสตรีนิยมเกิดขึ้น ความคิดรวบยอดความเป็นเพศจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการศึกษาสังคม เพราะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงประชากรอีกครึ่งหนึ่งของสังคม ที่มีส่วนสัมพันธ์กับความเป็นไปในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นต่อสังคมนั้น ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการศึกษาสังคมที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง และเห็นว่าหมู่บ้านนี้มีเศรษฐกิจที่ดี มีเงินไหลเวียนในชุมชน ถ้าพิจารณาสังคมแบบรวมๆ อาจสรุปว่าการพัฒนาของรัฐประสบความสำเร็จ แต่ถ้านำความเป็นเพศมาพิจารณาอาจพบว่าเงินที่สะพัดอยู่ในหมู่บ้านเป็นเงินที่ได้จากการไปค้าประเวณีของผู้หญิงในหมู่บ้าน ข้อสรุปในเรื่องการพัฒนาคงเป็นในด้านที่ตรงกันข้าม
อีกตัวอย่างของการศึกษาทางสังคมวิทยาที่ไม่ได้มีการพิจารณาถึงมิติของความเป็นเพศ คือการศึกษาในเรื่องการแบ่งช่วงชั้นทางสังคม ซึ่งทำการวิเคราะห์และอธิบายถึงความแตกต่างหรือความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มคน ในกรอบความคิดที่ใช้ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันที่ผ่านมา ไม่ได้ตระหนักและไม่ได้รวมความเป็นเพศว่าเป็นมิติหนึ่งของการแบ่งช่วงชั้นทางสังคม ทั้งๆ ที่ผู้หญิงเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าหรือไม่มีความเท่าเทียมกับผู้ชายอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำความเข้าใจสังคมโดยพิจารณาถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะมีส่วนช่วยในการอธิบาย ปรากฏการณ์สังคมในด้านต่างๆ ได้สมบูรณ์ขึ้น
เชิงอรรถ
1ดูได้จากงานวิจัยต่างๆ ใน Alan Gray and S. Punpuing et al., Gender, Sexuality and Reproductive Health in Thailand, Thailand: Institute for Population and Social Research, Mahidol University, 1999.
บรรณานุกรม
Anderson, Margaret L. (1993) Thinking About Women: Sociological Perspectives on Sex and Gender 3th edition. New York: Macmillan Publishing Company.
Ashenden, Samantha. (1997) “Feminism, Postmodernism and the Sociology of Gender” in Sociology after Postmodernism David Owen ed. London: Sage Publications.
Scott, Joan W. (1988) Gender and the Politics of History. New York: Columbia University Press.
Sparkes, Stephen. (1996) “Body and Space: Socialization and Gender Hierarchy among the Shan and Isan.” Paper Presented at the 6th International Conference on Thai Studies, Chiangmai, Thailand.

ข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนhttp://61.47.2.69/~midnight/midnightuniv/newpage91.htm

สอนคนให้เป็นคน ก่อนที่จะสอนคนให้เป็นศิลปินหรือจิตรกร

…ศิลปะเด็กเป็นสื่อที่ดีในการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก ไม่ใช่การเตรียมคนให้เป็นศิลปินหรือจิตรกรในอนาคต…              
ศิลปะในโลกของเด็กๆ นั้นคือ การแสดงออกอย่างอิสระเสรี (Free Expression) อันเต็มไปด้วยความซื่อบริสุทธิ์จริงใจ เปิดเผยและเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาประสาของเด็ก โดยปราศจากการเสแสร้ง ดัดจริตและไร้มารยาสาไถยซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติที่หายากในงานศิลปะของผู้ใหญ่ทั่วไปโดยเฉพาะมีศิลปินชั้นนำของโลก เพียงบางท่านเท่านั้นเช่น ปิกัสโซ่, ชากาล, แคนดินสกี, ฯลฯ ที่มีความเข้าใจ และสามารถทำงานศิลปะที่บริสุทธิ์ คล้ายคลึงกับผลงานศิลปะของเด็กๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าในปัจจุบันนี้ศิลปะบริสุทธิ์ของบรรดาเด็กๆกำลังถูกผู้ใหญ่ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์พยายามชักจูงและเกลี้ยกล่อมให้ทำงานศิลปะโดยเอารางวัลมาเป็นตัวล่อ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทน ด้วยการยืมฝีมือของเด็กๆ ส่งผลงานไปประกวดและแข่งขันยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะครูศิลปะบางคนที่ยังขาดความเข้าใจในปรัชญาเกี่ยวกับศิลปะเด็กมักสำคัญผิดคิดว่าวิธีการส่งเสริม


ศิลปะสำหรับเด็ก คือ
การประกวดและแข่งขันชิงรางวัลครูศิลปะและผู้ใหญ่ประเภทดังกล่าวนี้ จึงมักจะส่งเสริมกิจกรรมศิลปะโดยมุ่งหวังที่รางวัลแต่เพียงประการเดียวจนกระทั่งเด็กๆ หลายคนถูกชักนำให้กลายเป็นนักล่ารางวัลไปโดยไม่รู้สึกตัว

พ่อแม่และผู้ปกครองตลอดจนผู้เกี่ยวข้องก็พลอยยินดีไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจเพราะคิดว่ารางวัลนั้น คือ ตัวแทนของความสามารถและเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่น้อยคนจะได้รับ บรรดาผู้ใหญ่ที่แสดงความรักเด็กในขณะเดียวกันก็รักรางวัลไปพร้อมๆ กันด้วยนี้ จึงพากันมุ่งส่งเสริมกิจกรรมศิลปะเพื่อต้องการเอารางวัล บางคนพยายามสืบเสาะดูว่าในการประกวดและแข่งขันศิลปะนั้นๆ มีใครเป็นกรรมการบ้าง กรรมการแต่ละคนมีรสนิยมอย่างไรเพื่อว่าที่จะได้กลับมาชี้แนะให้เด็กๆ ทำงานศิลปะให้ถูกใจกรรมการ หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเท่ากับเป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่สะอาดบริสุทธิ์ของเด็กๆ ตั้งแต่เยาว์วัย
อย่าสอนเด็กให้เป็นทาสรางวัล
ผู้ใหญ่บางคนที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กทำงานศิลปะเพื่อหวังแต่รางวัลจนเด็กตกเป็นทาสของรางวัลนั้น เคยสังเกตบ้างไหมว่าในดวงใจของเด็กที่เคยสะอาดสะอ้าน บริสุทธิ์ น่ารัก และร่าเริง แจ่มใสอย่างมีชีวิตชีวาหลังจากถูกเพาะกิเลส ด้วยรางวัลจากผู้ใหญ่ ได้กลับกลายเป็นเด็กที่มีหัวใจอันหยาบกระด้าง เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่งยะโสก้าวร้าว บางครั้งอาการผิดหวัง ซึมเศร้า อิจฉาริษยา และโกรธแค้นชิงชัง เมื่อไม่ได้รับรางวัลอีก นอกจากนี้ ในบรรยากาศที่มุ่งประกวดและแข่งขันชิงรางวัลนั้น ในดวงตาของเด็กๆ ไม่ได้ถูกสอนไม่ได้ถูกสอนให้มองถึงความงดงามของศิลปะ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวแต่กลับมีนัยน์ตาเป็นประกายมองเห็นแต่รางวัลและสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้หลงบูชาด้วยความชื่นชม เช่น เหรียญโล่ โบว์และกล่องของขวัญชนิดต่างๆ ซึ่งบางครั้งเมื่อแกะกล่องออกมาแล้วภายในเป็นเพียงสิ่งของราคาถูกและมักถูกโยนทิ้งลงถังขยะในที่สุด ทำไมเราไม่สอนให้เด็กรักศิลปะ แทนที่จะมุ่งแสวงหารางวัล คะแนนและสิ่งตอบแทนต่างๆที่มอมเมาเด็กทำไมไม่สอนเด็กเป็นคนที่สมบูรณ์ก่อนที่จะสอนให้เด็กเป็นศิลปินหรือจิตรกรที่บางคนแต่งกายสกปรกผมเผ้ารกรุงรัง คล้ายคนบ้าๆ บอๆ และมีพฤติกรรมที่แปลกๆ ประหลาด ซึ่งเด็กๆ ผู้อ่อนเยาว์ไม่สมควรจะเอาเป็นตัวอย่าง

รางวัลสร้างสรรค์หรือทำลาย
ณ ที่ใดที่มีการประกวดและแข่งขันเพื่อชิงรางวัลที่นั้นย่อมจะต้องมีผู้ดีใจและเสียใจ  ดังนั้น รางวัลจึงเปรียบเสมือน "ดาบสองคม" ที่คุณและโทษ ทางด้านหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นประโยชน์กล่าวคือ เป็นเครื่องหมายของการยกย่องให้เกียติ ซึ่งนำมาสู่ความภาคภูมิใจแก่ผู้ที่ได้รับ ถ้าหากรู้จักใช้อย่างพอเหมาะพอควร รางวัลจะเป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้เกิดกำลังใจในทางสร้างสรรค์ที่ดีงาม ส่วนคมอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นตัวทำลาย เนื่องจากการประกวดและแข่งขันมักจะถูกกำหนดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆ นานาจากผู้ดำเนินการในแต่ละครั้ง อาทิ เช่น การกำหนดเนื้อหาเรื่องราว เทคนิควิธีการและข้อจำกัดอื่นๆ ตามแต่ผู้จัดจะกำหนดโดยทั่วไปเด็กๆ จึงไม่มีโอกาสได้แสดงออกอย่างอิสระเสรี ซ้ำบางครั้งครูและผู้ปกครองที่มีความประสงค์อยากให้เด็กของตนได้รับรางวัล มักจะออกคำสั่งให้เด็กนั้นๆ ทำงานตามวิธีการของผู้ใหญ่ที่คิดว่าจะทำให้ผลงานนั้นดีกว่าหรือได้เปรียบกว่าผู้ประกวดและผู้แข่งขันคนอื่นๆ  

จากการชี้แนะและออกคำสั่งบงการให้เด็กต้องทนทำงานศิลปะตามลักษณะรูปแบบที่ผู้ใหญ่คาดหมายว่าจะได้รับรางวัล โดยที่เด็กไม่มีโอกาสใช้ความคิดของตนเองเลยนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าเด็กกำลังถูกแทรกแซงทางความคิดให้จำต้องสร้างงานศิลปะตามคำบงการของผู้อื่นโดยมีรางวัลเป็นสิ่งล่อใจ ซึ่งนอกจากไม่เป็นการส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อศิลปะเด็กแล้ว ยังเป็นการทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่บริสุทธิ์ของเด็กๆ ลงอย่างน่าเสียดายอีกด้วย
ผลจากการเป็นนักล่ารางวัล
เด็กที่มีความสามารถทางศิลปะบางคนแทนที่จะมีความสุขและประสบความสำเร็จในการใช้ความถนัดทางธรรมชาติของตนตามความเหมาะสม บางครั้งได้กลายเป็นความโชคร้ายของเด็กคนนั้น เมื่อถูกผู้ใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือในการประกวดแข่งขันตามเวทีศิลปะต่างๆ จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป

แถวๆ ฝั่งธนมีคุณแม่อยู่คนหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันในวงการว่าเป็นคนที่จุ้นจ้าน ชอบบงการชีวิตของลูกชายผู้รักศิลปะของตน บางครั้งจะโทรศัพท์หรือไม่ก็ไปพบกรรมการผู้เกี่ยวข้องกับศิลปะเด็กบางคน เพื่อปรึกษาหรือร้องทุกข์ถึงความผิดหวัง เจ็บปวดรวดร้าว เมื่อลูกชายสุดที่รักคนเดียวส่งภาพเขียนไปประกวดแล้วถูกกรรมการที่ไม่เอาไหนตัดสินให้รับรางวัลชมเชย ทั้งๆ ที่น่าจะได้รับรางวัลที่ 1
คุณแม่ของจิตรกรรุ่นเยาว์ผู้เคราะห์ร้ายจะบ่นรำพันมาตามสาย เพื่ออธิบายให้เห็นถึงความสายตาสั้นของกรรมการผู้ตัดสินบางคน ที่มองไม่เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะของลูกรัก ตาต่ำ ไร้รสนิยม และขาดความยุติธรรมจนกระทั่งเห็นผลงานคนอื่นดีกว่า

อันที่จริงกรรมการบางท่านก็อาจจะเป็นเช่นนั้นในบางครั้ง เพราะอาจถูกเชิญมาในฐานะศิลปิน จึงมีความคิดเป็นของตนเองและขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กวัยต่างๆ เวลาพิจารณาตัดสินจะพูดอยู่เพียงสองคำเท่านั้นคือ "เอา" กับ "ไม่เอา" ถ้าไม่เอาก็หมายความว่าภาพเขียนชิ้นนั้นจะถูกนำไปกองในประเภทคัดออกไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งในขนาดวางภาพหัวกลับก็สามารถตัดสินได้ อย่างไรก็ตามการพิจารณาตัดสินโดยทั่วไปก็มักจะมีการเชิญกรรมการหลายคน และยึดถือเสียงส่วนใหญ่เป็นข้อยุติ ดังนั้น เมื่อกรรมการตัดสินไปแล้วปรากฏผลเป็นอย่างไรก็ควรยอมรับ ถ้าหากไม่ยอมรับก็ไม่สมควรจะเข้าไปร่วมการประกวดและแข่งขันนั้นๆเสียตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ควรทราบด้วยว่าในการประกวดและแข่งขันย่อมไม่ใช่วิธีการส่งเสริมศิลปะเด็กที่เหมาะสมทุกประการ แต่เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งเสมือนเป็น "สนาม" สำหรับประลองฝีมือทางศิลปะให้เด็กเกิดความกระตือรือร้นเท่านั้น

บทบาทในการส่งเสริมศิลปะเด็ก
สรุปได้ว่า ผู้ที่เป็นพ่อแม่ ครู อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเด็กๆไม่สมควรมุ่งหวังที่ตัวรางวัลหรือส่งเสริมศิลปะเด็กเพื่อเตรียมตัวเป็นศิลปินหรือจิตรกรในอนคต เนื่องจากเด็กยังมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน พ่อแม่หรือผู้หวังดีไม่ควรรีบร้อนกำหนดชีวิตอนาคตของเด็กว่าจะต้องมีอาชีพทางศิลปะ เช่น จิตรกรหรือศิลปินผู้มีชื่อเสียง แนวทางที่เหมาะสมสำหรับเด็กในวันนี้ เด็กๆทุกคนควรได้รับการส่งเสริม ให้แสดงออกทางศิลปะ เพื่อพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ และปลูกฝังศิลปะนิสัยที่ดีงามลงในตัวเด็ก เพื่อเตรียมเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไปเมื่อถึงวันนั้นแล้วเราอาจจะได้บุคคลหลายๆวิชาชีพที่ล้วนแต่มีคุณภาพที่ดีหรือมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง เช่น นายแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักการเมือง นักธุรกิจ แม่บ้าน หรือแม้แต่จะเป็นชาวนาหรือคนขับรถฯลฯทุกคนต่างก็จะมีคุณภาพของชีวิตที่ดี คือ สามารถพัฒนาตนเองและสังคมให้มีสภาพดีขึ้นกว่าปัจจุบันนี้


รองศาสตราจารย์เลิศ อานันทนะ
นิทรรศการประกวดภาพเขียนเด็กเยาวชนไทย "โลกก้าวหน้า" และภาพเขียนเด็กและเยาวชนญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 พุทธศักราช 2538
ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง 8-18 ธันวาคม 2538


กระบวนการขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะ

        

        

         

         

          

           

            

            

            

           

              กระบวนการขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะ 
 อาจารย์ดนายา   เชี่ยววัฒกี   ภาคสนาม จังหวัดน่าน

Asian Music and performing Arts Festival 2011 Certificate


การวิเคราะห์ผลงานศิลปะประกอบการวิจัยงานสร้างสรรค์

ผลงานของศิลปิน

ลิโอเนอร์ ฟินี Leonor Fini (1908 – 1996)

              ฟินี่เกิดที่บัวโนสไอเรส เติบโตที่ตริเอสเต เมืองท่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ปารีส ที่ซึ่งเธอได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มศิลปินเซอเรียลิสต์ ซึ่งเธอได้ร่วมแสดงผลงานหลายครั้ง ในช่วงเวลาระหว่างสงคราม ศิลปินหญิงผู้ฝึกฝนเรียนรู้การวาดภาพด้วยตนเองนี้เปรียบเสมือนตัวกระตุ้นชั้นเลิศ ท่ามกลางศิลปินใหญ่ของยุคนี้
              สิ่งที่อยู่ในงานของฟินีมิใช่ความเข้าใจแต่คือการมองเห็น ศิลปินเลือกใช้วัตถุดิบของศิลปะแฟนตาสติกที่มีมาตลอดสองศตวรรษอย่างเสรี สิ่งที่ปรากฏในภาพไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นร่างของสิ่งเหนือธรรมชาติ สาวพรหมจรรย์ หนุ่มสาว ผู้ไร้เพศ ผู้หลงใหลความงามของตนเอง แม่มด สามเทพธิดาฟิวรีส์ งูทะเลและตัวละครอื่น ๆ ในคลังแห่งเทพปกรณัมและเทพนิยาย ฟินีนำตัวละครเหล่านี้มาเรียงร้อยด้วยรูปแบบวิธีการอันน่าทึ่ง ทั้งยังยึดหลักการพื้นฐานของจิตวิทยาเกสตาลต์อย่างมั่นคงคือภาพรวมย่อมเป็นมากกว่าแค่การนำแต่ละส่วนมารวมกัน รูปทรงซึ่งเมื่อมองดูอาจแข็งทื่อปราศจากชีวิตชีวา แต่เมื่อนำมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ย่อมให้ผลลัพธ์ที่เต็มไปด้วยสิ่งอัศจรรย์ ความเร้นลับในภาพของฟินีมาจากวิธีการใช้แสงที่คลุมเครือ กระจัดกระจาย ทุกสิ่งเหมือนจมในห้วงแห่งความสลัวเลือนราง โลกที่อยู่ระหว่างกลางได้เปิดออกเชื้อเชิญให้ผู้ชมเปิดฉากการสำรวจอันแสนท้าทาย (วอลเตอร์ ชูเรียน. 2552 : 54)

        

ภาพที่ 1 ลิโอเนอร์ ฟินี Leonor Fini  (1908 – 1996)         ภาพที่ 2 L’Entracte de L’Apotheose,

ผลงานของศิลปิน

                 บัลธัสเป็บุตรของนักประวัติศาสตร์ศิลป์และจิตรกร แอริก คลอสโซวสกี และจิตรกรหญิงอลิซาเบธ โดโรธี สไปโช บัลธัสประกาศตนเป็นผู้มองโลกด้วยสายตาเยาว์วัยเสมอและคัดค้านการตี ความจากภาพภาพวาดทุกภาพของเขา เขาปรารถนาจะเห็นภาพเหล่านั้นถูกมองในฐานะเป็นภาพหุ่นนิ่ง และพร้อมที่จะยอมรับว่าภาพของเขาเป็นภาพของโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ภาพวาดของบัลธัสยืนยันว่าเป้าหมายคือความงาม มีรูปแบบและเนื้อหาที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่หัวข้อ ซึ่งหมายถึงความทรงจำย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่เขายังมีอายุเพียงสิบปี และเริ่มใช้หมึกวาดภาพแมวตัวหนึ่งที่เดินเข้ามาหาและจากไป
                 ภาพของบัลธัสคือห้องเก็บสมบัติประดามีที่ผู้ชมก้าวเข้าไปด้วยความพะวักพะวง พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาเงื่อนงำที่มั่นคงพอ พอจะยึดเหนี่ยวได้ ด้วยความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนแปลกหน้าเป็นผู้บุกรุก คนที่เห็นในภาพ การเคลื่อนไหวของเธอราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น ปราศจากเวลา และสถานที่ ปราศจากการรับรู้ถึงความมีอยู่ของสิ่งแวดล้อม ตกอยู่ในห้วงความฝัน จมอยู่กับตัวเอง สนทนากับแมวหรือรูเงาของตัวเองในกระจก แม้อยู่ในภวังค์ฝัน สาวน้อยร่างเปลือยเปล่าก็ตระหนักถึงเสน่ห์ของตน บัลธัสต้องการให้ผู้ชมรู้สึกว่าตนเองกำลังถ้ำมองหญิงสาว เช่น ภาพ Nude Before a Mirror

           

บัลธัส Balthus (1908 – 2001)

                 บัลธัสชอบวาดภาพเด็กผู้หญิง ภาพความเหม่อลอยตกอยู่ในความฝัน การทอดอารมณ์ การหลับ มักเป็นภาพเปลือยหรือเกือบเปลือย ซึ่งหญิงสาวในภาพอาจเป็น “นางฟ้า” หรือ “โลลิต้า” สาวน้อยผู้เย้ายวน ย่อมขึ้นอยู่กับสายตาของผู้ชม
                 บัลธัสไม่เคยผ่านการเรียนศิลปะจากสถาบันใด ยึดเอาจิตรกรเรเนสซองส์ยุคต้นอย่าง ปิเอโร เดลลา ฟรานเชสกา และจิตรกรสัจนิยม กุสตาฟ คูร์เบต์เป็นแบบอย่าง บัลธัสแต่งเติมบรรยากาศของความฝันเข้าไปในรูปแบบพื้น ๆ ความขัดแย้ง ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบที่เป็นร่างคนในภาพกับบรรยากาศหม่นมัว แฝงความรู้สึกเหมือนถูกครอบงำด้วยพลังชั่วร้าย (วอลเตอร์ ชูเรียน. 2552 : 72)
                ข้าพเจ้าสนใจผลงานของลิโอเนอร์ ฟินี ในเรื่องของการใช้วัตถุดิบทางศิลปะจากคลังแห่งเทพปกรณัม เทพธิดา สัตว์แปลกประหลาด มาเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นใหม่ ผสมผสานจนเกิดภาพที่ชวนให้เปิดโลกแห่งจินตนาการอันไร้ขอบเขต ขณะเดียวกันได้เชื่อมโยงอดีตเข้ากับโลกปัจจุบันจนยากที่จะแยกแยะว่าสิ่งไหนเป็นความจริง สิ่งไหนเป็นภาพลวงตา เมื่อมองผลงานของลิโอเนอร์ เหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าภาพเหล่านี้เป็นความฝัน แต่สามารถแทงทะลุถึงห้วงลึกของกิเลสตัณหาและความปรารถนาอันลี้ลับ
               ส่วนผลงานของบัลธัส สิ่งที่โดดเด่นคือการใช้ผู้หญิงเป็นองค์ประกอบหลักในอธิยาบถที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ แต่ในเวลาเดียวกันบัลธัสทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังล่วงล้ำเข้าไปเขตหวงห้ามลับเฉพาะและกำลังแอบดูหญิงสาวโดยที่ไม่รู้ตัว มีเส้นกั้นอย่างบางเบาระหว่างผู้แอบมองกับผู้มอง และนั่นคือเสน่ห์และความเย้ายวนในภาพของบัลธัส การสัมผัสช่องว่างระหว่างความรู้สึกประหนึ่งว่าเขตหวงห้ามนั้นกำลังถูกเปิดออก ขณะเดียวกันภาพของบัลธัสจะไม่บ่งบอกเวลา ไม่มีทางเข้าและทางออก เป็นหน้าที่ของผู้ดูที่จะค้นหาประตูนั้นเอง ความรู้สึกลักษณะนี้ตรงกับวัตถุประสงค์ของข้าพเจ้าที่ต้องการให้ผลงานไม่มีกำหนดเวลาและสถานที่ที่ชัดเจน

แนวความคิดการสร้างสรรค์ผลงาน

               ข้าพเจ้าต้องการแสดงออกถึงความงดงามในมุมมองของความเป็นผู้หญิงที่มีหลากหลายอารมณ์ โดยการบันทึกเรื่องราวในจิตนาการ ผ่านความคิดฝัน สัญชาติญาณ ความรัก ความมีเสน่ห์เย้ายวน จารีตและสังคม อันผูกพันกับวิถีการดำเนินชีวิต ด้วยการใช้สัญลักษณ์ลวดลายศิลปะโบราณจากโลกตะวันออก (Oriental Cultures) ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพจิตกรรมฝาผนัง เครื่องประดับ ผ้าทอมือ งาน Folk Art งาน Craft ของไทย อินเดีย อินโดนีเซีย จีน อัฟฟริกัน ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณเดิมที่เก่าแก่ ผสมผสานกับภาพผู้หญิงซึ่งเป็นตัวแทนความนึกคิดของจิตวิญญาณ ในยุคสมัยปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้ผ้าที่ผลิตขึ้นใช้ในปัจจุบัน ซึ่งลวดลายและสีสันที่หลากหลายเป็นตัวเชื่อมโยง ข้าพเจ้ามีความรู้สึกธรรมชาติของมนุษย์มักอยากไปท่องเที่ยวในดินแดนที่ลี้ลับภูมิทัศน์แปลกตา ยิ่งไม่มีในประเทศที่ตัวเองอยู่ ยิ่งทำให้น่าสนใจ ดินแดนที่ไปยากน้อยคนที่จะได้ไปเห็น เขตหวงห้าม ดินแดนที่มีคนบอกเล่าต่อกันมา ดินแดนในฝันแต่มนต์ขลังของดินแดนเหล่านี้กำลังถูกนักบริโภคกลืนกิน มนุษย์พิชิตดินแดนอันแสนยากลำบากด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เอาชนะกำราบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จนแทบจะไม่มีที่ใด ในโลกที่ไม่มีมนุษย์เดินทางไปถึง เหลือเพียงบันทึกของภาพถ่าย ภาพเขียน ภาพพิมพ์ทิวทัศน์ที่เคยบันทึกช่วงขณะอันงดงามเอาไว้


                                 ภาพที่ 5 ภาพจิตรกรรมไทยวัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี

                   ภาพทิวทัศน์ของจีนโบราณ ภาพพิมพ์แกะไม้ของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 18 ภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทย อินเดีย จีน เป็นการบันทึกผ่านมุมมองสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีตภาพผู้คน ต้นไม้ ภูเขา สะพาน ทะเล ท้องฟ้า กลุ่มดอกไม้ สัตว์และแมลงต่าง ๆ ความสงบงันของผู้คน วิถีชีวิตที่คละเคล้ากับธรรมชาติ ความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย กลายเป็นภาพที่ดูห่างไกล เพ้อฝัน น่าสนเท่ห์ ขณะเดียวกันธรรมชาติมิใช่สิ่งที่คงอยู่โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลง แต่คือตัวกระตุ้นแรกสุดที่ก่อให้เกิดงานศิลปะ การเลือกสะท้อนภาพสิ่งแวดล้อมอันเป็นสิ่งที่ห่างหาย คือผู้ที่หวนคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมตั้งคำถามอย่างจริงจัง ตรวจสอบ และพยายามสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ ผ่านการเขียนรูปแบบต่าง ๆ การนำเสนอภาพทิวทัศน์หลากหลายรูปแบบ โดยใช้แรงบันดาลใจจากภาพถ่ายที่ได้จากสื่อต่าง ๆ และการร่างภาพ เกิดกระบวนการแปลงภาพเหล่านั้นไปจากเดิม กลายเป็นภาพที่เกิดจากสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ใช้การมองปราศจากการกำหนดกรอบความคิดล่วงหน้า และเป็นอิสระจากแบบแผนทางศิลปะเดิม ๆ เพราะทัศนศิลป์คือการรวบรวมและแสดงออกซึ่งสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยถ้อยคำ ความคิด และสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง (วอเตอร์ ชูเรียน. 2552 : ปีเตอร์ ดูอิก 94)

วิธีการดำเนินงานสร้างสรรค์

                การดำเนินงานสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสื่อผสม เริ่มจากแนวความคิดแรงบันดาลใจการหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทางสร้างสรรค์ การรวบรวมความคิด การหาวัสดุ การพัฒนาภาพร่างและการขยายผลงานจริงตามกระบวนการ

การวางแผนการดำเนินงาน

1. ศึกษาหาข้อมูลจากหนังสือ วารสาร นิตยสาร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปรัชญา ศาสนาพุทธ เช่น
วัชรยาน บทกวีไฮกุ ดนตรี ชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมวัฒนธรรม วิถีธรรมชาติของเอเชียโบราณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประมวลความคิดให้เชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่ทำ
2. ศึกษาข้อมูลจากงานจิตรกรรมโบราณของไทย อินเดีย อินโดนีเซีย งาน Craft ที่ได้จากลวด
ลายจากผ้าทอมือ ลวดลายจากเครื่องประดับเงินของชาวเขาในจีน สัตว์ในเทพนิยายโบราณ นิทานปรัมปรา พญานาค สัตว์ในป่าหิมพานต์ ภาพเขียนในไตรภูมิ
3. เลือกผ้าลวดลายต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวพื้นภาพแทนผ้าใบ และเป็นตัวกำหนดโครงสีและลวดลายของผลงาน
4. เลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย เช่น ลูกปัดหลากสี เชือกสี เชือกลาย วัสดุตกแต่ง
5. สร้างภาพโดยขึ้นโครงเป็นภาพรวม วางองค์ประกอบให้เหมาะสม โดยใช้ผู้หญิงเป็นส่วน
หนึ่งของภาพ หรือใช้ภาพสัญลักษณ์โบราณ เช่น พญานาค ปลา หยิน – หยาง
6. สร้างผลงานจริง โดยการระบายสีทับลงไปบนผืนผ้า ลางตาให้มีระยะใกล้ไกล ด้วยการเขียน
ขึ้นใหม่ให้ดูเหมือนลวดลายผ้าอยู่ข้างหน้า ตัวคนหรือสัตว์อยู่ระหว่างกลางของภาพเย็บติดวัสดุ ปักปะติดลูกปัดเพื่อให้เกิดพื้นผิว

อุปกรณ์และวัสดุในการสร้างงาน



ภาพที่ 5 อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานสิ่งประดิษฐ์

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 1
ชื่อผลงาน “Love at Sundown”

                เป็นผลงานจิตรกรรมสื่อผสมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก โดยจินตนาการถึงพญานาค 2 ตนที่เป็นคู่รักออกมาพลอดรักตอนช่วงพระอาทิตย์ตก เป็นช่วงมิติที่ซ้อนกันระหว่างโลกโบราณกับโลกปัจจุบัน ทิวทัศน์ต้นมะพร้าวมาจากลวดลายผ้าที่ผลิตขึ้นใหม่ มีการซ้ำเป็นระยะ เนื่องจากลวดลายผ้าจะมีสีที่เป็นมิติเดียวคือสีเขียวอมฟ้า จึงระบายสีทับลงไปให้มีหลายบรรยากาศของช่วงวันด้วยสีม่วง, น้ำเงิน, เขียวสด, เหลืองสด เพื่อผลักระยะของภาพ แล้วทำให้เกิดการผิดเพี้ยนไปจากลวดลายเดิม แต่งเติมด้วยภาพดวงอาทิตย์กำลังตก ปลาโบราณจากภาพจิตรกรรมไทยในวัดคงคา พญานาคจากอินโดนีเซีย ตกแต่งด้วยลูกปัด วัสดุ เพื่อสร้างพื้นผิวให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าโลก ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ความรักก็ไม่เคยเปลี่ยน มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับพญานาคที่มีอายุยืนยาวนับพันปี ความรักในอดีตหรือปัจจุบันก็เป็นแบบเดียวกันและจะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ



ภาพที่ 6 ภาพผลงาน “Love at Sundown”
Mix-Media, 31.5” x 27.5”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 2
ชื่อผลงาน “Wings”

                  เป็นผลงานจิตรกรรมสื่อผสม มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสามัคคีของคนในชาติ โดยใช้นกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระบินรวมกลุ่มไปพร้อม ๆ กันอย่างมีระเบียบ จำนวนของนกเมื่อรวมกันก่อให้เกิดพลัง การหันไปทิศทางเดียวกันแสดงถึงความมุ่งมั่นและความหวัง ในภาพร่างข้าพเจ้าจะให้กลุ่มนกบินฝ่าเมฆ 1 ใน 3 ของภาพช่วงบน ช่วงกลางจะเป็นเกลียวคลื่นที่ต้องฝ่าไป โดยเมฆและคลื่นได้รูปทรงมาจากจิตรกรรมไทยฝาผนังวัดคงคาราม ช่วงล่างสุดเป็นกลุ่มดาว ซึ่งแทนสัญลักษณ์ถึงจุดมุ่งหมายและความสำเร็จเมื่อระยะภาพผลงานลงบนผ้าลายเสือสีน้ำเงินที่มีน้ำหนักเข้มและเหลืองขาว ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนมุมผ้าให้ลายวิ่งตามแนวยาว ส่วนตัวนกใช้วิธีตัดเส้นด้วยโทนสีอ่อนเหลือง เพื่อให้ลายเส้นตัดรูปทรงนกให้เห็นชัดเจน และทางหัวนกจะสลับสีและเหลือบให้มีระยะอ่อนแก่เพื่อทำให้เกิดความนุ่มนวลและกลมกลืนกับเนื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มดาวที่อยู่ล่างสุดให้สีเขียวตัดเส้น เพื่อแยกสัดส่วนระหว่างนกและพื้นหลัง


ภาพที่ 7 ภาพผลงาน “Wing”
Mix-Media, 33.1” x 23.4”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 3
ชื่อผลงาน “Soul mate”

                 ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมที่แสดงถึงคู่รักริมทะเล เป็นช่วงเวลาในโลกปัจจุบัน ขณะที่คู่รักนี้กำลังดื่มด่ำอยู่ในห้วงอารมณ์ คู่รักอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบตัวต่างมิติ ได้แก่ พญานาค ปลาโบราณก็แหวกว่ายผุดขึ้นมาสลายกาลเวลาปัจจุบัน ให้กลายเป็นเวลาสากล สิ่งมีชีวิตในภาพกำลังดื่มด่ำกับสภาวะของตน ไม่มีอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต แต่เป็นห้วงเวลาอันไร้ขอบเขต ข้าพเจ้าใช้ผืนผ้าที่เป็นลายเรขาคณิตเป็นพื้นหลัง ลวดลายที่เหลื่อมกันต้องการแสดงถึงภาวะที่กำลังสั่นไหวอยู่น้อย ๆ คล้ายกับคลื่นเล็ก ๆ ที่กำลังกระทบกันอยู่ ภาพชายหนุ่มหญิงสาวได้มาจากภาพโฆษณาขาวดำ ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกสนใจกับการจัดวางท่าทาง สะท้อนภาพคู่รักในโลกปัจจุบัน พญานาคและปลาโบราณได้มาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดคงคาราม ข้าพเจ้าต้องการผสมผสานเวลาปัจจุบัน กับเวลาในอดีตเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยใช้ลวดลายผ้าเป็นตัวประสาน ไม่มีจุดจบในภาพ ไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจน มีการปักลูกปัดเพื่อเพิ่มพื้นผิวความระยิบระยับบนตัวพญานาค ปลา เพื่อแสดงถึงความลี้ลับและความมลังเมลืองจากเทพนิยายโบราณ



ภาพที่ 8 ภาพผลงาน “Soul mate ”
Mix-Media, 24.8” x 24.8”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 4
ชื่อผลงาน “Summer grasses”

                  ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมคู่รักริมทุ่งหญ้า เป็นภาพหญิงสาวที่กำลังโน้มตัวเข้าหาชายคนรัก แต่จะไม่เห็นใบหน้าของชายหนุ่มถูกกลืนด้วยใบหญ้าที่ขึ้นระเกะระกะ จุดเด่นจะอยู่บนภาพใบหน้าของหญิงสาวที่ชัดเจนที่สุดในภาพ โดยข้าพเจ้าเลือกลายผ้าที่มีรูปทรงกลมต่อกระจายไปทั้งภาพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด ไตรภูมิ พื้นหลังที่เป็นวงกลมสีเทาล้อไปกับล้อรถจักรยานที่จอดวางอยู่ข้าง ๆ หญิงสาว เปรียบเสมือนเหตุการณ์เหล่านี้ต่างเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มีวันจบ ในวงกลมสีเทาเขียนภาพจากไตรภูมิเป็นรูปวัว นก ใช้ลูกปัดหลากสีเย็บติดลงไปตามใบไม้ดอกไม้ เพิ่มความสว่างของภาพ แสดงถึงชีวิตที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า พร้อมกับชีวิตอื่น ๆ ที่กำลังหมุนเวียนไปตามวัฏจักรไม่รู้จบสิ้น


ภาพที่ 9 ภาพผลงาน “ Summer grasses”
Mix-Media, 24” x 28”

การสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานชิ้นที่ 5
ชื่อผลงาน “The Green forest ”

                ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมชิ้นนี้ วางองค์ประกอบให้ญิงสาวในโลกปัจจุบัน กำลังนั่งเล่นอยู่ในป่าสีเขียว พื้นหลังของภาพเป็นผ้าที่เลียนแบบลวดลายผ้าม่านโบราณของยุโรป เป็นภาพคู่รักกำลังพรอดรักในป่า ข้าพเจ้าวางตำแหน่งให้หญิงสาวในภาพนั่งเหลือบตามองคนดู ขณะที่ล้อมรอบตัวไปด้วยคู่รักในชุดโบราณมีอริยาบถต่าง ๆ ยืน นั่ง มีหญิงเปลือยนอนหลับอยู่ แทรกด้วยภาพคู่รักสิงห์โตที่กำลังนอนพักผ่อน คู่รัก สิงห์โต หญิงสาวอยู่ในภาพเดียวกันแต่ถูกกำกับด้วยมิติของเวลา ชีวิตของแต่ละสิ่งกำลังดำเนินไปตามวิถีทางของตน มีจุดร่วมและจุดแตกต่าง มีการปักลูกปัดไม้และลูกปัดหลากสีเพิ่มพื้นผิวสัมผัส และแสดงความเหลื่อมของเวลา



ภาพที่ 9 ภาพผลงาน “The Green forest ”
Mix-Media, 28” x 34.8”

การวิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์

                 ผลงานชุด “ลมตะวันออก” เป็นการพัฒนาแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานของข้าพเจ้าในช่วงระยะเวลา 2550 – 2553 ซึ่งเป็นช่วงการทดลอง ค้นหาแนวทางในการผสมผสานเทคนิค การใช้ผ้าที่มีลวดลายแทนการใช้ผ้าใบ กับการใช้วัสดุตกแต่งจากอุปกรณ์เย็บปักถึกร้อยร่วมกับเทคนิควิธีการสื่อผสม (Mixed Media) ในการถ่ายทอดทางทัศนศิลป์ ผลงานชุดนี้เป็นจิตรกรรมสื่อผสมสองมิติ การวิเคราะห์ผลงานจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความคิด เทคนิควิธีการ และรูปแบบในการนำเสนอ โดยมีรายละเอียดของการใช้ทัศนธาตุและองค์ประกอบของผลงานดังนี้

การวิเคราะห์ทัศนธาตุ

1. พื้นภาพ ข้าพเจ้าใช้ผ้าฝ้ายที่มีสีสันลวดลายเรขาคณิตลวดลาย Organic ที่มีการออกแบบมาแล้วแทนการใช้ผ้าใบ เพื่อให้เกิดผลในเรื่องภาพ และการเปิดกว้างต่อการสร้างจินตนาการ จึงต้องมีวิธีการเลือกชนิดของผ้า สี ลวดลาย เพื่อนำมาระบายสีทับและเย็บวัสดุติดลงไป

1.1 เนื้อผ้าที่เลือกใช้ ควรเป็นผ้าฝ้ายที่มีเนื้อหนาแน่นพอสมควร ถ้าระบายสีลงไปบนผ้าที่บาง จะตัดขอบเส้นให้คมชัดและเขียนเป็นรูปร่างไม่ได้ ผ้าที่หนาพอจะทำให้การระบายทับสะดวก เนียน เขียนลวงตาได้ง่าย คล้ายคลึงกับกระดาษ จากการทดลองใช้ผ้ามาหลายชนิดพบว่าผ้าฝ้ายไทยมีพื้นผิวที่ระบายทับได้ดี ราคาโดยประมาณเมตรละ 80 – 150 บาท

1.2 สี โครงสร้างของสีผ้าฝ้ายไทยจะมีไม่มากนัก ไม่ซับซ้อน โครงสีค่อนข้างจำกัดหรือเป็นโทนสีที่ออกแบบอย่างประณีตซับซ้อน ข้อดีคือสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดทับซ้อนลงไปใหม่ได้ง่าย ข้อเสียคือโครงสีซ้ำ ๆ ไม่มีการผสมสีที่แปลกใหม่

1.3 ลวดลาย แบ่งเป็น 4 ประเภท
1.3.1 ลายดอกไม้
1.3.2 ลายเลขาคณิต
1.3.3 ลายเลียนแบบขนสัตว์
1.3.4 ลายผสม เลียนแบบผ้า Chin ผ้าม่าน พรมโบราณ สัดส่วนของคน ลวดลายพื้น ๆ ไม่ละเอียด แต่มีความ น่าสนใจคือความไม่สมบูรณ์ของลวดลาย สามารถนำมาต่อเติมเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในผลงานได้ง่าย

2. รูปทรง (Form)

                รูปทรงในงานของข้าพเจ้าแบ่งเป็น 2 ส่วน คือรูปทรงของคน โดยจะเน้นผู้หญิงเป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกผ่านอิริยาบถต่าง ๆ จึงอาศัยภาพถ่ายผู้หญิงจากนิตยสารแฟชั่น เช่น Vouge, Barzar การโพสต์ท่าทาง เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ในห้วงคำนึงต่าง ๆ จากช่างภาพมืออาชีพ การวางจังหวะของร่างกาย ท่ายืน นั่ง เต้นรำ การมอง ที่มีการคัดสรรมาแล้ว แต่เนื่องจากนางแบบเป็นชาติตะวันตก จึงผสมใบหน้าและเกลารูปร่างให้เป็นเอเชีย นางแบบเหล่านี้มีรูปร่างหน้าที่ตาคัดสรรแล้ว มีการโพสต์ท่าอย่างเชี่ยวชาญ ดูเป็นการผสมผสานกับเสื้อผ้าที่ถูกออกแบบมาจากดีไซเนอร์ภาพเหล่านี้จึงดูเสมือนเป็นภาพในอุดมคติไม่มีในชีวิตจริงหรือคนสามัญทั่วไป ภาพนางแบบเหล่านี้คือต้นแบบที่ข้าพเจ้านำมาใช้ในการเขียนภาพผู้หญิง ความสวยงามที่หาได้ยากในชีวิตจริงถูกนำมาใช้เหตุผลคือข้าพเจ้าให้เธอเหล่านั้นเป็นตัวแทนเหมือนสิ่งในอุดมคติที่มีน้อยมาก บอบบาง ชวนให้สงสัย ไม่ยั่งยืน เหมือนความเพ้อฝัน เป็นช่วงหนึ่งของกาลเวลาที่สั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการบันทึกช่วงเวลาที่ร่างกายจะงดงามที่สุด ณ เวลาหนึ่ง ดังที่เกอเต เคยกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงสวยเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
              รูปทรงที่ได้จากสัญลักษณ์ สัตว์ในเทพนิยายโบราณ ตำนาน นิทานปรัมปรา จินตนาการจากภาพเขียนไทย เช่น พญานาค ปลาโบราณ เสือ นก ผีเสื้อ วัว จระเข้ ม้า ผสมผสานกันระหว่างสัตว์ในธรรมชาติจริง ๆ กับสัตว์ในเทพนิยาย ทำให้เกิดความเร้นลับ และการรวมตัวกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้

3. จังหวะ (Rhythm)
                เนื่องจากการเลือกใช้ผ้าที่มีลวดลาย จังหวะของลวดลายและที่ว่างจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างโดยรวมของภาพ อารมณ์และบรรยากาศ เช่น ผ้าลายดอกไม้ให้ความรู้สึกนุ่มนวลต่อเนื่อง ผ้าลายเรขาคณิต ให้ความรู้สึกถึงความทันสมัย การลดทอนความเหมือนจริง จังหวะเล็กจะไม่มีผลกระทบมากจังหวะใหญ่จะชัดเจน เด่น จะต้องเลือกรูปทรงที่ไปกันได้ไม่ถูกข่มจนจมหายไป

4. เส้น (Line)

                เส้นถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในผลงาน การตัดเส้นภาพคน สัตว์ เพื่อเน้นรูปทรงให้แยกออกจากพื้นหลัง เนื่องจากเป็นภาพแบบ 2 มิติ ไม่ได้เน้นการเขียนแบบเหมือนจริง เส้นจึงเป็นตัวตัดที่แยกองค์ประกอบทั้งหมดไม่ให้กลมกลืนเกินไป ช่วยเน้นให้ภาพมีระยะมากขึ้น การใช้วัสดุที่เป็นเส้น โลหะ ลูกปัด ติดลงไปเน้นเส้นด้วยวัสดุ

5. สี (Colour)

               การใช้สีในผลงานชุดนี้ จะขึ้นอยู่กับพื้นภาพเดิมที่เป็นผ้าลวดลายต่าง ๆ การเขียนสีทับลงไป จึงต้องคำนึงถึงการเข้ากันของโครงสีโดยรวม เนื่องจากผ้าที่เลือกมาถูกออกแบบมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงผสมผสานสีในความคิดของข้าพเจ้าให้เข้ากับลวดลายผ้าเดิม แต่ถึงแม้จะใช้ลายผ้าที่ออกแบบมาแล้ว แต่ก็เป็นผ้าที่มีสีสัน ลวดลาย จังหวะ ใกล้เคียงกับเนื้อหาของภาพด้วย ข้าพเจ้ามักใช้ผ้าที่เป็นลวดลายดอกไม้กับลวดลายเรขาคณิต โดยโททนสีมืด เช่น น้ำเงินเข้ม เขียวเข้ม ใช้กับงานที่มีเนื้อหาเน้นความลี้ลับ ส่วนสีสว่าง เช่น พื้นขาว ลายตาราง ใช้กับงานที่แสดงความสดใส ความสุข

6. พื้นผิว (Texture)

                 พื้นผิวในงานของข้าพเจ้าเกิดจากการใช้วัสดุจริง เครื่องประดับ ลูกปัด โลหะ เชือก ปักปะติดลงไปในผลงาน เพื่อทำให้ผลงานเกิดพื้นผิวและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น มีการจัดวางเรียงวัสดุเหล่านี้ให้เกิดพื้นที่แปลกตา น่าสนใจขึ้น

การวิเคราะห์องค์ประกอบของผลงาน

                การใช้ผ้าที่มีลวดลายแทนผ้าใบสีขาว มีวัตถุประสงค์ต้องการเปลี่ยนพื้นภาพเดิมที่เป็นสีขาว ให้มีกระบวนการถูกออกแบบมาแล้วส่วนหนึ่ง เสมือนเป็นโจทย์ที่จะจัดวางองค์ประกอบใหม่ การเลือกลวดลายผ้ามี 2 วิธีคือ ร่างภาพตัวงานไว้แล้ว ไปเลือกลายผ้าให้ใกล้เคียงกับภาพร่างหรือเลือกลวดลายผ้าตามความพอใจ โดยไม่มีภาพร่างเป็นตัวนำ แล้วใช้ลวดลายผ้าเหล่านั้นเป็นตัวขึ้นรูปว่าจะจินตนาการต่อเป็นภาพอย่างไร ข้าพเจ้าจะใช้ทั้ง 2 วิธีนี้เวลาเลือกลวดลายผ้าจะไม่ทั้งลวดลายผ้าที่คิดไว้ในใจว่าอยากได้ลวดลายลักษณะใด กับเลือกลวดลายผ้าตามความพอใจ มีความแปลกตา ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อ ทราบแต่ว่าน่าสนใจ เพื่อป้องกันความเคยชินที่จะเลือกลวดลายซ้ำ ๆ กัน
              เมื่อขึ้นโครงสร้างหลักของภาพแล้ว สถานที่จะเป็นองค์ประกอบที่ 2 โดยเชื่อมโยงกับลวดลายผ้า ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของภาพว่าจะทำเรื่องอะไร เช่น ในป่า สวนดอกไม้ ริมน้ำ ทะเล เป็นต้น ข้าพเจ้าจะใช้ลวดลายผ้าเป็นตัวแสดงสถานที่ที่ไม่มีอยู่ในโลกของความจริง เป็นรอยต่อคาบเกี่ยวระหว่างโลกปัจจุบันกับโลกในอดีตอันไกลโพ้น เป็นสถานที่ที่เกิดจากการผสมผสาน ไม่มีในโลกของความเป็นจริง ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบในภาพ

บทสรุป

                 ผลงานศิลปะชุด “ลมตะวันออก” สร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ข้าพเจ้าให้ความสนใจ ในการถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ ความรู้สึก สถานภาพของผู้หญิงในสังคมที่แตกต่างทางด้านมุมมอง ทั้งในฐานะของผู้มองและผู้ถูกมอง วงจรของชีวิตผู้หญิงทั้งในด้านความรัก ความงาม ครอบครัว การงาน สังคม ที่ยังไม่มีบทสรุป แต่ผู้หญิงก็จะผ่านวันเวลาเหล่านั้นวันแล้ววันเล่า ข้าพเจ้าจึงนำแง่มุมต่าง ๆ ดังกล่าวมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เพื่อต้องการสื่อสารความคิดผ่านแต่ละตัวผลงาน ด้วยการใช้สัญลักษณ์และวัสดุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ชมซึ่งจะแปลความหมายในแต่ละมุมมอง และผลงานชุดนี้คงมีประโยชน์แก่ผู้สนใจศิลปะตามสมควร

เรื่องเล่าชาวล้านนาที่วัดภูมินทร์


นภสร ไชยคำภา

พระอุโบสถวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
-------------------------------

จิตรกรรมและประติมากรรมในวัดภูมินทร์สะท้อนเรื่องราวของชาวล้านนาที่เมืองน่าน

จังหวัดน่าน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่อุดมด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาในแถบล้านนาตะวันออก สะท้อนออกมาให้เห็นด้วยแหล่งธรรมะอย่างวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย ชาวล้านนาแต่เดิมมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและดำเนินชีวิตไปตามทางในหลักของพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตของชาวเมืองน่านในวันนั้น เราสามารถรับรู้ได้ด้วยปลายพู่กันบนจิตรกรรมฝาผนังของ 'วัดภูมินทร์' ในวันนี้


'วัดภูมินทร์' ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญของจังหวัด ตามประวัติพงศาวดารเมืองน่านได้ระบุไว้ว่า วัดแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เจ้าผู้ครองเมืองน่าน สร้างหลังจากที่ครองเมืองได้ 6 ปี เมื่อพ.ศ.2139 แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า 'วัดพรหมมินทร์' ภายหลังได้เพี้ยนกลายเป็น 'วัดภูมินทร์' ในที่สุด


สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี้คือสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยมีอาคารหลักที่ใช้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ประธาน อาคารด้านทิศตะวันออก - ตะวันตกเป็นพระวิหาร และอาคารทิศเหนือ - ใต้ เป็นพระอุโบสถมีประตูเปิดได้ทั้ง 4 ทิศ และมีพระประธานองค์ใหญ่แบบสุโขทัย 4 องค์ มีชื่อเรียกว่า 'พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี' ซึ่งหันพระพักต์ไปยังประตูในแต่ละด้าน มีเจดีย์อยู่ตรงกลางเป็นหลักของเขาพระสุเมรุ แสดงถึงทั้ง 4 ทวีปตามความเชื่อพระไตรปิฎก


นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือ 'ฮูปแต้ม' ที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่รอบพระอุโบสถ ภาพเขียนบอกเล่าเรื่องราวนิทานชาดกตามพระพุทธศาสนา เกี่ยวข้องกับเรื่องนรก สวรรค์ บาป บุญ ซ้ำยังสะท้อนเรื่องราวของความเป็นอยู่ท้องถิ่นของชาวน่าน วิถีชีวิต การเลือกคู่ครองของชาวไทลื้อในสมัยอดีตกาล โดยภาพที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามมากที่สุดในทั้งหมดนั้นคือภาพของปู่ม่าน ย่าม่าน คล้ายเป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวล้านนาในอดีต


'ปู่ม่าน-ย่าม่าน' ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่คล้ายเป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวล้านนาในอดีต
-----------------------------------


อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม นักวัฒนธรรมสายเลือดน่านได้เล่าว่า จิตกรรมฝาผนังที่อยู่ในวัดภูมินทร์เป็นภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตเก่าแก่ของคนเมืองน่าน อย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาจะเป็นภาพเขียนนิทานพระพุทธชาดก จันทกุมารชาดก ซึ่งแตกต่างจากที่วัดอื่นตรงที่ถึงแม้จะมีภาพวาดตามชาดก แต่ก็ได้อารมณ์การดำเนินชีวิตของคนเมืองน่าน ภาพวาดจากเรื่องพัทธณกุมารเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนล้านนาสมัยก่อนที่ว่า ผู้หญิงต้องทอผ้าเป็น หากทำไม่เป็นก็จะไม่มีใครเลือกไปออกเรือน หรือการที่บุรุษต้องสักยันต์เพื่อแสดงถึงความเป็นชายชาตรี นอกจากนี้ยังสอดแทรกเรื่องราวคติธรรมชีวิต และได้เขียนเล่าไปถึงตอนที่ชาวต่างชาติเข้ามาตั้งกรมสุนในประเทศช่วงยุคของการล่าอาณานิคมสมัยนั้นไว้ด้วย


สำหรับผู้วาดภาพจิตกรรมบนฝาผนังวัดภูมินทร์ทราบชื่อคือ 'ทิดบัวผัน' หรือชื่อเรียกทางเหนือว่า 'หนานบัวผัน' ศิลปินพื้นบ้านล้านนาที่ได้วาดภาพในวัดหลวง จึงทำให้เห็นว่าเป็นภาพวาดนั้นเป็นฝีมือของช่างชาวบ้าน ส่วนเทคนิคเรื่องการวาดภาพและการใช้สียังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไปว่า เหตุใดในสมัยที่ยังไม่มีโรงเรียนช่าง หนานบัวผันกลับใช้เทคนิคการวาด การผสมสี และใช้สีเป็น คาดกันว่าอาจเป็นเทคนิคที่ได้มาจากช่างเมืองหลวง หรือแท้จริงอาจเป็นเทคนิคดั่งเดิมของชาวเมืองเหนือ และหากสังเกตจะเห็นว่าสีที่ใช้วาดนั้นซึมลึกและไม่ทรุดโทรมเหมือนฝาผนังที่ทา

นอกจากจิตกรรมฝาผนังแล้ว สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี้คือประติมากรรมรูปปั้นพญานาค หรือที่เรียกกันว่า 'นาคสะดุ้ง' อันมีความเชื่อว่าพญานาคนั้นมีหน้าที่คอยปกปักรักษา ซึ่งศิลปินหลายคนยอมรับว่าหากจะหาพญานาคที่ปั้นได้อย่างมีพลังเสมือนพญานาคที่วัดภูมิมินทร์นั้นหาได้ยากยิ่ง




ภาพสะท้อนวิถีชีวิตในอดีต
-------------------------------


“อาจารย์ถวัล ดัชนีเคยบอกว่า รูปปั้นนาคที่นี้นั้นงาม เป็นสุดยอดของช่างปูนปั้น ไม่ใช่เป็นเพียงปูนแต่แสดงออกถึงพลังเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่านาคนี้เฝ้ารักษาวัดภูมินทร์ นอกจากนั้นยังมีความเชื่อที่ว่าหากได้ลอดท้องนาคที่นี้จะไม่ตกอบายภูมิทั้ง 4 ซึ่งเกี่ยวโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา นาคที่นี้จึงเป็นเหมือนต้นแบบของนาคในหลายๆ วัด” อาจารย์สมเจตน์กล่าว


การลอดท้องรูปปั้นพญานาควัดภูมินทร์ เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของชาวเมืองน่าน เป็นพิธีกรรมที่เชื่อกันว่าใช้รักษาคนป่วยหรือโรคที่รักษาไม่หายในอดีต จะทำพิธีสืบชะตา โดยเอาเสื้อผ้าของคนป่วยไปลอดใต้ท้องพญานาค ถ้าไม่หายก็อธิฐานว่าขอให้จากไปด้วยความสงบ ทว่าจริงๆ แล้วอาจเป็นการสร้างกุศโลบายส่งเสริมจิตใจให้ผู้ป่วยเห็นว่าญาติพี่น้องไม่ทอดทิ้งกันแม้ยามเจ็บยามไข้ สำหรับชาวต่างเมืองที่ลอดก็เชื่อกันว่าจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้งหนึ่ง


จิตรกรรมและประติมากรรมในวัดภูมินทร์นั้น ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของชาวเมืองน่านล้านนาแห่งนี้ไว้มากมาย เป็นภาพเขียนที่ส่งสารบางอย่างถึงอนุชนรุ่นหลัง

ศิลปะภาพเขียนของ รพินทรนาถ ฐากูร


โดย ติฟาฮา มุกตาร์

รพินทรนาถ ฐากูร
--------------------------

รพินทรนาถ ฐากูร กวีและนักคิดชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักอ่านและผู้สนใจระบบการศึกษาทางเลือกของบ้านเรา หลายคนคงได้รับแรงบันดาลใจจากงานนิพนธ์คีตาญชลี พระจันทร์เสี้ยว บ้างขบคิดถึงอิสรภาพในระบบการศึกษาจากแนวคิดโรงเรียนใต้ร่มไม้ของศานตินิเกตัน ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง แต่อาจมีคนไม่มากนักที่รู้จักรพินทรนาถในฐานะจิตรกร หรือเคยผ่านตาภาพเขียนของท่านซึ่งถือว่าสำคัญต่อแวดวงศิลปะอินเดียสมัยใหม่

กวีชาวเบงกาลีท่านนี้เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม1861 ในตระกูลชนชั้นสูงของเมืองกัลกัตตา เป็นบุตรชายคนที่ 13 ของมหาฤษี เดเบนทรานาถ เทวี และชารดา เทวี ชีวิตในวัยเด็กของท่านแม้ค่อนข้างจำกัดบริเวณอยู่แต่ในคฤหาสห์โจราซังโกของตระกูล หากแวดล้อมด้วยกวีและศิลปิน เติบโตมากับเสียงดนตรี การร่ายกาพย์กลอน และวงวิวาทะของนักคิด หัวก้าวหน้าแห่งยุคสมัย

รพินทรนาถค่อนข้างเป็นขบถต่อการศึกษาในระบบและบรรยากาศการเรียนที่ทึบทึมของห้อง เรียนมาแต่เล็ก ท่านเข้าโรงเรียนจนถึงอายุ 13 ปีก็ออกมาแสวงหาความรู้จากการอ่านและเรียนจากครูพิเศษเฉพาะสิ่งที่สนใจ เช่น ดนตรี สันสกฤต วรรณคดีอังกฤษและเยอรมัน และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ต่อมาในปี 1901 ท่านก่อตั้งโรงเรียนเชิงทดลองขึ้นที่ศานตินิเกตัน ในอาศรมที่บิดาของท่านเป็นผู้ริเริ่มไว้ โรงเรียนดังกล่าวมุ่งหมายความใกล้ชิดระหว่างครูกับศิษย์ อิสรภาพในการเรียนรู้ และการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อันเป็นที่มาของชั้นเรียนใต้ร่มไม้ ซึ่งต่อมาเติบใหญ่ขึ้นเป็นมหา วิทยาลัยวิศวภารตี ภายใต้คำขวัญที่ว่า "รวงรังที่โลกมาพบกัน"

ในด้านงานประพันธ์ รพินทรนาถมีผลงานทั้งที่เป็นบทกวี บทเพลง เรื่องสั้น บทละคร งานชิ้นสำคัญที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดได้แก่รวมบทกวีชุดคีตาญชลี ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรม ของโลกตะวันตก และได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปี 1913


ภาพลายเส้นรูปผู้หญิงที่เกิดจากการแก้ไขต้นฉบับรวมบทกวีชุด Puravi
--------------------------------


ภาพมนุษย์ปักษา
--------------------------------


ภาพผู้หญิงในชุดส่าหรีเขียนด้วยสีน้ำและหมึก
----------------------------------


ภาพเขียนผู้หญิง เทคนิคผสมสีน้ำ สีหมึก และพาสเทล
------------------------------------


ภาพใบหน้าคนเขียนด้วยหมึก
-------------------------------------


ภาพทิวทัศน์ซึ่งท่านรพินทร์มักชอบวาดในช่วงอรุณรุ่งหรืออาทิตย์อัสดง
-------------------------------------

สำหรับศิลปะภาพเขียนนั้น เป็นที่รู้กันว่าท่านมาให้ความสนใจจริงจัง เมื่อตอนอายุ 63 ปี แม้ ก่อนหน้านั้นจะมีหลักฐานภาพสเกตช์หน้าคนทั้งหมึกและดินสออยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในศิลปะภาพเขียนที่อาจเป็นอิทธิพลจากพี่ชายผู้เป็นจิตรกร แต่ท่านก็ยอมรับในเวลาต่อมาว่า ทุกครั้งที่พยายามจะวาดรูป ตนจะเสียเวลากับการลบเสียมากกว่าวาด จนกระทั่งปี 1924 ในช่วงพักฟื้น จากการป่วยระหว่างเดินทางเยือนละตินอเมริกาอยู่ในกรุงบัวโนสไอเรส โดยเป็นแขกรับเชิญของวิกตอเรีย โอคัมโป รพินทรนาถได้ประพันธ์และขัดเกลารวมบทกวีชุด Puravi จนเสร็จ จึงให้เกียรติมอบต้นฉบับแก่เจ้าบ้านได้อ่าน วิกตอเรียนอกจากจะประทับใจกับบทกวีเหล่านั้น ยังค้นพบว่ารูปเขียนและลายเส้นที่ท่านรพินทร์วาดทับปรับโยงขึ้นจากการแก้ไขถ้อยคำ ซึ่งแทรกอยู่ระหว่างวรรคตอนของบทกวี มีความงามดั่งภาพเขียนอยู่ในตัวเองและได้กล่าวชมแก่ท่าน

สิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านรพินทร์เริ่มวาดรูปอย่างจริงจังและวาดต่อเนื่องไปจนกระทั่ง เสียชีวิตในปี 1941 ด้วยอายุ 81 ปี ทิ้งผลงานภาพวาดลายเส้นและภาพเขียนไว้ถึงกว่า 2,000 ภาพ

นอกเหนือจากกำลังใจที่ได้รับจากเจ้าบ้านหญิงในบัวโนสไอเรส อิทธิพลทางอ้อมที่ทำให้ท่านรพินทร์หันมาใช้ภาพเขียนเป็นศิลปะการแสดงออกอย่างใหม่ อาจเป็นการได้สัมผัสกับงานศิลปะร่วมสมัยของยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และการพบ ปะกับศิลปินทั้งกลุ่มเบาเฮาส์ เอ็กซ์เพรสชันนิสต์ และเซอร์เรียลิสต์ ซึ่งต่างตั้งคำถามต่อขนบศิลปะดั้งเดิม และค้นหาแนวทางใหม่ที่พ้นไปจากการวาดตามหลักทัศนมิติ (perspective) และสีแสงเงาเหมือนจริง สิ่งนี้อาจทำให้ท่านรพินทร์รู้สึกเป็นอิสระ จากกรอบการเขียนภาพทั่วไป และกล้าที่จะใช้เส้นสีแสดงออกในหนทางของตนเอง แม้ว่าจะไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกปรือในศิลปะแขนงนี้มาก่อน

เมื่อย้อนสำรวจภาพเขียนของรพินทรนาถจะพบว่าแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคร่าวๆ ได้แก่ ลวดลาย และรูปเขียนที่เกิดจากการแก้ไขต้นฉบับงานเขียน ซึ่งต่อยอดไปสู่รูปลายเส้นที่ตั้งใจวาดบนกระดาษที่ไม่ใช่ต้นฉบับ ช่วงที่สามเป็นรูปเขียนสี และช่วงที่สี่เป็นการกลับมาเน้นการใช้หมึก เครยอง และลายเส้นสีเดียว

ในแง่ของรูปที่วาดพบว่าสองช่วงแรกจะเป็นลวดลายกึ่งเรขาคณิต บ้างกลายรูปเป็นนก ดอกไม้ หรือใบหน้าคนคล้ายหน้ากาก เหมือนภาพในจินตนาการหรือความฝันที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องราวในงานเขียน หากเป็นเรื่องของ 'จังหวะ' ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าบทกวี ดนตรี หรือภาพเขียน ดังที่ท่านรพินทร์เขียนถึงไว้ว่า "จังหวะเป็นเครื่องถ่ายทอดสิ่งที่อยู่เบื้องในสู่งานสร้างสรรค์... เส้นขีดฆ่าหรือรอยแก้ไขคำจึงมักทำให้ข้าพเจ้าขัดใจ เพราะมันแสดงถึงการผิดกาลเทศะ เหมือนฝูงชนเซ่อซ่าโผล่หน้ามาผิดที่ทางและไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหน แต่หากจังหวะแห่งการร่ายรำได้จุดประกายขึ้นในใจ ก็อาจช่วยให้พวกเขาเคลื่อนย้ายไปอย่างกลมกลืน รู้ทิศรู้ทาง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมักจะพยายามทำให้เส้นสายที่แก้คำผิดร่ายรำ โยงเชื่อมในจังหวะอันกลมกลืน และกลายรูปเป็นลวดลายที่งามตา"

สำหรับสองช่วงหลัง นอกเหนือจากนกและดอกไม้ ท่านยังชอบวาดภาพคน ภาพหุ่นนิ่ง (Still life) ของสิ่งของใกล้ตัว และภาพภูมิทัศน์ (landscape) ในกลุ่มภาพคน โดยเฉพาะผู้หญิง โครงร่างมักดูเหมือนห่มห่ออยู่ในผ้าผืนยาว เผยเพียงใบหน้าดูลึกลับ กึ่งเศร้ากึ่งเชื้อเชิญให้ค้นหาอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนงำ

ในปี 1930 ภาพเขียนของท่านได้รับการรวบรวมและตระเวนแสดงในหลายประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นันดาลัล โบส ศิลปินคนสำคัญในกลุ่ม Bengal School วิเคราะห์ถึงข้อเด่นในภาพเขียนของท่านรพินทร์ว่า มีลักษณะของการสื่อนัยมากกว่าการลงรายละเอียดเหมือนจริง ซึ่งตรงต้องกับหลักสุนทรียศาสตร์ ของอินเดียโบราณ ที่ให้ความสำคัญกับการบรรสานสอดคล้อง (resonance) ยิ่งกว่าถ้อยคำหรือความหมาย ภาพเขียนของท่านจึงมีชีวิต ดูจริงโดยไม่ต้องเหมือนจริง

รพินทรนาถเองเขียนถึงประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า "บ่อยครั้งผู้คนถามหาความหมายในภาพเขียนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่นิ่งเงียบ เฉกเช่นภาพเขียนเหล่านั้น ที่กำเนิดขึ้นเพื่อสื่อแสดงมิใช่เพื่ออรรถาธิบาย"

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ขณะที่กระแสชาตินิยมกำลังโหมแรง ทั้งในระดับประชาคมโลกที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในอินเดียที่เป็นแรงขับเคลื่อนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แวดวงศิลปะของอินเดียเองก็กำลังอยู่กับคำถามของความเป็นตะวันออก-ตะวันตก ศิลปินบางกลุ่มพยายามหนีห่างจากสไตล์เหมือนจริง (Realistic) ซึ่งเป็นสไตล์นำเข้าที่มาพร้อมกับเจ้าอาณานิคมอังกฤษและหลักสูตรศิลปะแบบตะวันตกที่สอนอยู่ตามวิทยาลัยศิลปะของรัฐบาล โดยกลับไปรื้อฟื้นศิลปะดั้งเดิมของตนทั้งในแง่สไตล์และโมทีฟ รพินทรนาถผู้เล็งเห็นพิษภัยของกระแสชาตินิยม และตระหนักว่าหายนะที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และความรุนแรงที่เกิดอยู่เนืองๆ จากขบวนการเรียกร้องเอกราช คือผลพวงด้านลบอันเป็นรูปธรรม ท่านจึงพยายามเน้นย้ำถึงความเป็นสากล ที่ตะวันออกและตะวันตก จักปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนสู่กันได้อย่างสร้างสรรค์

ในแง่ศิลปะ ท่านกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่าศิลปินควรสร้างสรรค์งานอย่างเป็นอิสระจากกรอบคิด ลัทธิความเชื่อ หรือแม้แต่เรื่องของอัตลักษณ์ว่าต้องเป็นอินเดียนตะวันออกหรือตะวันตก ด้วยเหตุนี้ภาพเขียนของท่านรพินทร์จึงปลอดซึ่งพันธนาการเหล่านี้และเผยแสดงเพียงการแสดงออกของปัจเจก จากภาวะเบื้องในอันเป็นสากล ทั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปะเพื่อศิลปะ

จากแง่มุมของประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาพเขียนของรพินทรนาถ ฐากูร มีลักษณะกึ่งแอ็บสแตร็คท์กึ่งเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ ซึ่งล้ำหน้ากว่าศิลปินกลุ่มอื่นๆ อยู่กว่าทศวรรษ ด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์ศิลป์บางคนจึงถือว่า ท่านเป็นศิลปินแนวแอ็บสแตร็คท์คนแรกของแวดวงศิลปะสมัยใหม่ของอินเดีย



Tagore (left) meets with Mahatma Gandhi at Santiniketan in 1940.
----------------------------------------------


Painting, inspired by Rabindranath Tagore


-----------------------------------------

Painting, inspired by a poem.(in acrylic, on paper)
Chain Of Pearls
BY
Rabindranath Tagore
-----------------------------------------


Rabindranath Tagore
Death scene
-------------------------------------


Rabindranath Tagore
Bird
-------------------------------------


Rabindranath Tagore
Head of woman, 1939
-------------------------------


rabindranath-tagore
portrait of a lady
-----------------------------------


Rabindranath Tagore
National Gallery of Modern Art, New Delhi
-----------------------------


Rabindranath Tagore in the Island of Birds
National Gallery of Modern Art, New Delhi
--------------------------


Composition
National Gallery of Modern Art, New Delhi
------------------------------


O' Master
-----------------------


*****
บทความที่เกี่ยวข้อง :
--บทสนทนาระหว่าง : รพินทรนาถ ฐากูล กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

supreme

supreme Author Archives Joined: 19 Dec 2006 Posts: 727
PostPosted: Mon Jul 04, 2011 9:16 pm |Message| Post subject: 150 ปีชาตกาล เมธีปราชญ์ตะวันออก 'รพินทรนาถ ฐากูร'Reply with quote

150 ปีชาตกาล เมธีปราชญ์ตะวันออก 'รพินทรนาถ ฐากูร'
โดย : ปริญญา ชาวสมุน




แม้เข็มนาฬิกาจะหมุนกี่หมื่นกี่แสนรอบ กาลเวลามิอาจทำลายคุณค่าแห่งเมธีปราชญ์ที่มีนามว่า รพินทรนาถ ฐากูร ได้

"...งานฉลองศตวรรษชาตกาลของท่านคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร ในปีพ.ศ.2504 ยูเนสโกได้เข้ามามีส่วนร่วม ขอให้รัฐบาลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในหน่วยงานนานาชาติแห่งนั้นมีส่วนร่วมฉลอง ในกรณีของไทย นับว่าน่ายินดีที่หม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรีได้ทรงมีส่วนร่วมอย่างน่าชื่นชม โดยที่พระองค์ท่านมีบทบาทสำคัญ ในการต้อนรับท่านรพินทรนาถเมื่อครั้งมาเยือนสยามในปีพ.ศ.2470 ในขณะที่พระองค์ท่านทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการหรือกระทรวงศึกษาธิการสมัยนี้ และในการเยือนสยามคราวนั้นท่านรพินทรนาถได้เข้าเฝ้าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่วังวรดิศ..."

นี่คือบางช่วงบางตอนจากปาฐกถา 'วรรณศิลป์ : รพินทรนาถ ฐากูร ที่ข้าพเจ้ารู้จัก' โดย ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ในงานชุมนุมเสวนา 'รพินทรวิถี คือรพีในดวงมาน' เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนบางอย่างกระจ่างชัดว่า รพินทรนาถ ฐากูร คือบุคคลสำคัญของโลกโดยแท้จริง ตราบจนปัจจุบันลุล่วงมาเกินกว่าศตวรรษแล้วที่รพินทรนาถได้มอบองค์ความรู้นานัปการให้มนุษยชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านผลงานด้านวรรณกรรมหลากหลายที่รู้จักกันดี อาทิ คีตาญชลี บทกวีจันทร์เสี้ยว บทละครเรื่องจิตรา เพลงชาติอินเดีย เรื่องสั้นราชาราชินี เรื่องสั้นนายไปรษณีย์ พระกรรณะกับนางกุนตี ฯลฯ

หนึ่งในผลงานของรพินทรนาถ ฐากูรที่โดดเด่นและมีมนตร์เสน่ห์ที่สุดกระทั่งเป็นที่ยอมรับระดับสากล จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจาก 'คีตาญชลี' (Gitanjali) เมื่อพ.ศ.2455 ซึ่งรพินทรนาถได้แปลบทกวีนิพนธ์เรื่องนี้ที่เขียนอุทิศให้แก่ภรรยาและบุตร 3 ใน 5 คนที่เสียชีวิตไปเป็นภาษาอังกฤษ แล้วรวบรวมมาตีพิมพ์เป็นเล่ม หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา ขณะที่อายุได้ 52 ปี ราชบัณฑิตยสถานแห่งสวีเดนได้ประกาศจากกรุงสตอกโฮล์ม ก็ประกาศให้รพินทรนาถได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และนั่นก็นับว่าเป็นชาวเอเชียคนแรกที่รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ ปี 2535 ก็เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานของคุรุเทพผู้นี้อย่างยิ่ง เขาเล่าว่า เมื่อแรกเริ่มรู้จักชื่อรพินทรนาถ ฐากูร ท่านเป็นดั่งเครื่องมือที่ศักดิ์สิริใช้แสดงตัวตน เขามักจะถือคีตาญชลีแล้วพลิกปกให้คนอื่นเห็นว่าเขาอ่านหนังสือดีๆ เล่มนี้

"รพินทรนาถ ฐากูร กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผม ทั้งวิถีชีวิต วิถีคิดและวิธีคิด ผมก็เหมือนคนหนุ่มทั่วไปที่เดินทางมาเรียนในสถาบันที่มีอิสระให้มาก นั่นคือเพาะช่าง จะใส่ชุดอะไรก็ได้ จะเรียนตอนไหนก็ได้ ผมพกคีตาญชลีเพียงเหตุผลเดียว คือเท่ ! สมัยก่อนจะพกหนังสือหนักๆ ไม่ใช่น้ำหนักมาก แต่เป็นหนังสือที่ปัญญาชนเขาอ่านกัน พวกโหลยโท่ยไม่อ่านหรอก เวลาพกก็จะไม่ใส่กระเป๋า ไม่ใส่ย่าม จะหนีบไว้ ผมพกคีตาญชลีด้วยความเขื่อง"

ต่อมาภายหลังพลังแห่งวรรณศิลป์ชั้นครูไม่ได้ส่งผลลัพท์แก่ศักดิ์สิริเพียงแค่คำว่า 'เท่' หรือ 'ความเขื่อง' เท่านั้น ทว่า กลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาสร้างสรรค์บทกวีชิ้นเยี่ยมเรื่อยมา ทั้งมุมมอง และกลิ่นไอ

"ผมเป็นศิษย์ท่านรพินทรนาถ ฐากูรด้วยประโยคเดียว คือ "พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นหรอก"

ในคีตาญชลี วันหนึ่งผมได้เป็นเพื่อนของเพื่อนที่จะไปขอพรพระพุทธชินราชเพื่อที่จะให้เขาสอบบรรจุทำงานได้ ก็ไปนั่งในอุโบสถ ข้างๆ ก็มีคนขอพร บางคนขอให้ถูกหวย บางคนก็ขอให้สอบได้ บางคนขอให้พ้นจากคดี บางคนขอให้ได้ที่ดินคืนกลับมาหลังจากถูกญาติโกงไป ผมสัมภาษณ์เป็นสิบๆ คนเลย พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ฉากหลังเป็นสีดำสนิท ฉากหลังนั่นทำให้องค์พระดูโดดเด่นงดงาม แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นอย่างผม ผมเห็นความงามของพระพุทธชินราชผมขนลุก ขณะเดียวกันมองออกไปเห็นไอแดดเต้นระยับอยู่ภายนอก ผู้คนขวักไขว่ แผงหวยเป็นร้อยแผง ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าถูกโกยออกไปหรือยัง นางละครก็รำอยู่ข้างนอก บางทีก็เข้ามารำอยู่ภายในวิหารเลย ตู้รับบริจาคอีกมากมาย ควันธูปโชยฟุ้ง ผมเห็นพระพักต์ของพระองค์พร่าเลือนไป สักพักน้ำตาของผมก็ไหล ไม่ได้เพราะความปีติ แต่เพราะควันธูป (หัวเราะ) ผมก็นึกถึงว่าพระพุทธชินราชท่านจะรู้สึกอย่างไรบ้างที่ถูกรมควันทั้งวันทั้งคืน ผมจึงแต่งกลอนบทนี้ขึ้น มันหลั่งไหลออกมาเอง จากประโยคเดียว "พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นหรอก" มาเป็นบทกวีชื่อว่า 'หนี' ไม่ใช่พระพุทธชินราชหนีหรอก ผมต่างหากที่หนี"

นอกจากศักดิ์สิริ มีสมสืบแล้ว หากนึกถึงนักเขียนไทยที่หลงใหลเลื่อมใสศรัทธาเมธีปราชญ์ผู้นี้ หนำซ้ำยังเคยแปลผลงานของรพินทรนาถอีกด้วย ซึ่งน้อยคนนักที่จะอาจหาญกล้าแปลบทรจนาของรพินทรนาถ ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนยากแก่การเข้าใจอย่างยิ่ง แต่ อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักแปลและนักเขียนอิสระ เจ้าของงานแปล 'ผู้สัญจรแห่งชีวิต' ก็พิสูจน์ให้เห็นแจ้งแทงตลอดแล้วว่า งานของรพินทรนาถที่ว่ายากก็ไม่เกินความสามารถและแรงศรัทธา ที่สำคัญคือความชื่นชอบ

"ตอนที่แปลงานของท่าน ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก คือผมชอบ" อนุสรณ์บอก

แม้เขาจะเป็นผู้แปลงานของรพินทรนาถ ฐากูร แต่เป็นเรื่องประหลาดที่เขาบอกว่าชื่อของรพินทรนาถไม่ได้อยู่คงทนถาวรในกมลสำนึกใดๆ ของเขา ทว่า บางขณะที่เขาถอยห่างไปไกลจากคุรุเทพผู้นี้ กลับฉุกคิดถึงคำนึงหาอย่างไร้เหตุผลรองรับ

"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านเลย หลังจากทำงานเสร็จแล้ว ท่านก็มลายหายไปจากรูปธรรมสู่นามธรรม ผมก็ลืมท่านไปหลายๆ ครั้ง และผมก็จำท่านได้ในหลายๆ ครั้ง มันเป็นเรื่องแปลก"

หรือเหตุผลแห่งการรับรู้อันชวนพิศวงนี้ก่อเกิดจากวรรณศิลป์อันทรงคุณค่า ซึ่งหาได้เพียงจากในงานขั้นเอกอุของรพินทรนาถเท่านั้น ดังที่อนุสรณ์กล่าวถึงว่า

"ท่านรพินทรนาถในฐานะที่เป็นบุคคลแทบไม่มีอิทธิพลใดๆ แต่ท่านรพินทรนาถที่เป็นกวี เป็นเสียง เป็นลมหายใจที่สะท้อนออกมา มันเหมือนก้องอยู่ตลอด"

และเสน่ห์อันฉกาจอีกประการที่จะกล่าวอย่างเรียบง่ายคือ ยากและซับซ้อน แต่นั่นก็เปรียบดั่งอัตตาของรพินทรนาถ ฐากูร แม้นงานประพันธ์ใดไร้ซึ่งอัตลักษณ์อันซับซ้อนนี้ ก็หาใช่การประพันธ์โดยเมธีปราชญ์ไม่ ดังนั้น จึงมีทั้งผู้ที่หลงใหลใคร่รัก และเดียดฉันท์ในเงื่อนงำ เพราะคร้านจะปลดแก้เงื่อนงำนั้น จึงส่งผลให้งานประพันธ์ของรพินทรนาถไม่ใช่งานตลาดๆ ที่ใครๆ ก็อ่าน เมื่อไม่มีคนอ่านก็ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ถ้าลองพลิกหน้ากระดาษเหล่านี้แล้ว สรรพวิทยาสารพันจะเปิดโลกทัศน์ให้จับจดอย่างวางไม่ลง...แม้ต้องครุ่นคิดติดตามบ้างในบางประโยค ก็พอจะทำให้ยอมรับในรสขมๆ ฝาดๆ นี้กระทั่งพอใจ และรักใคร่ได้เลยทีเดียว

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เล่าถึงคุณค่าที่เกินกว่ายอดจำหน่ายงานประพันธ์ของรพินทรนาถว่า "ภาษาของท่านคล้ายการถักโครเชต์ มันต้องไขว้แล้วก็ดึง...ต้องไขว้แล้วก็ดึง...มันมีจังหวะผูกรัดและมีจังหวะผ่อนคลาย มีจังหวะการพันธนาการและจังหวะการปลดปล่อย

งานของท่านรพินทรนาถไม่ใช่งานที่จะไปขายออกในเชิงพานิชย์ เพราะเป็นงานที่ต้องย่อย แต่ในแง่ของจิตใจ งานของท่านรพินทรนาถเป็นยิ่งกว่า Universal Best Seller หรือ International Best Seller คือไม่มีวันที่คุณจะทิ้งมันได้ ไม่ว่าคุณจะอ่านมันเมื่อไรก็จะรู้สึกว่ามันใหม่ มีงานไม่กี่ชิ้นในโลกที่เป็นอย่างนี้ เช่น เจ้าชายน้อย หรือเรื่องที่เราถือว่าคลาสสิค งานพวกนี้เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันใหม่ งานของท่านพูดได้เลยว่าไม่ใช่งานที่สนุก เป็นงานที่เราไม่สามารถพูดให้ใครซื้องานของท่านรพินทรนาถได้ แต่สำหรับคนที่ย่อยงานได้ จะรู้สึกว่าชีวิตมันมีหลักมีการ มีคุณค่า"

รพินทรนาถ ได้รับสมัญญานามจากผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาว่า "คุรุเทพ" รพินทรนาถเป็นทั้งนักปรัชญาพรหโมสมัช นักธรรมชาตินิยม และกวีภาษาเบงกาลี เท่านั้นยังไม่พอ คล้ายย้ำชัดถึงอัจฉริยภาพแห่งอัจฉริยบุคคล เพราะเขาเริ่มเขียนบทกวีครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี ครั้นอายุได้ 16 ปี ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่งานกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา 'ภาณุสิงโห' และเริ่มเขียนเรื่องสั้นกับบทละครในปี พ.ศ.2420 ในช่วงปลายของชีวิต รพินทรนาถต่อต้านการปกครองของรัฐบาลอังกฤษอย่างเปิดเผย และร่วมเคลื่อนไหวการประกาศเอกราชของประเทศอินเดีย ทั้งนี้ผลงานของเขายังคงสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน

รพินทรนาถเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง ละครเพลง และเรียงความมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง และเกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณ ซึ่งความสามารถด้านวรรณศิลป์ของท่านเกิดขึ้นเมื่ออายุเพียง 14 ปี รพินทรนาถเขียนเพลงปลุกใจ มีเนื้อหาพาดพิงถึงงานมหกรรม 'เดลฮีเดอบาร์' โดยดำริของลอร์ด ลิททัน ด้วยท่าทีเย้ยหยัน เพราะเป็นความสนุกสนานท่ามกลางภาวะขาดแคลนของประเทศในขณะนั้น ความโด่งดังและชั้นเชิงวรรณศิลป์ของรพินทรนาถทำให้ได้รับสมญานามว่า "เกอเธ่แห่งอินเดีย"

นอกจากงานกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง ยังมีสถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ที่รพินทรนาถเฝ้าฟูมฟักด้วยความเชื่อที่ว่า การจะเข้าถึงสภาวะสูงสุดของชีวิตได้นั้น ร่างกาย จิตใจ และโลก หรือจักรวาลต้องสัมพันธ์กัน การเรียนรู้อยู่แต่ในห้องเรียนตลอดเวลาไม่ก่อให้เกิดการศึกษาที่แท้จริงได้ ดังนั้นสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาแห่งนี้จึงรายล้อมด้วยทุ่งโล่ง สนามหญ้า และต้นไม้นานาพรรณ มีห้องเรียนกลางสนาม ใต้ร่มต้นสาละ

อีกปัจจัยหนึ่งที่รพินทรนาถให้ความสำคัญมากคือ อิสรภาพ เพราะเขาไม่เชื่อกฏเกณฑ์อันเคร่งครัดในระบบการศึกษาแบบตะวันตกที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การศึกษาที่ดีในความคิดของรพินทรนาถนั้นต้องเป็นไปท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานและความสุข ซึ่งนั้นคือต้นแบบของโรงเรียนใต้ต้นไม้ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวิศวภารตีเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอินเดีย มีผู้คนสนใจเดินทางมาเรียนจากทั่วโลก อย่างไม่ขาดสาย ด้วยแรงศรัทธาในแนวคิดของ รพินทรนาถ ฐากูร เมธีปราชญ์แห่งตะวันออกผู้นี้

นอกจากนี้แล้ว คุรุเทพผู้นี้ยังถือว่าเป็นผู้สืบสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับอินเดีย โดยได้มีการตั้ง "อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ" และมีการเรียนการสอนภาษาสันสกฤตในประเทศไทย

ผศ.สาวิตรี เจริญพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเกี่ยวกับการมาเยือนสยามของรพินทรนาถ ฐากูรและการก่อตั้งอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะไว้ในปาฐกถา เสาหลักของแผ่นดิน ในตอนหนึ่งว่า "...ท่านบัณฑิต รากูนาถ ชาร์มา ผู้ร่วมในงานเลี้ยงในช่วงที่รพินทรนาถมาเยือน เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และหม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ในภายหลัง เสนาบดีกระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนี้ ได้ทรงขอให้รพินทรนาถจัดหาปราชญ์ชาวอินเดียเข้ามาสืบสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับอินเดีย"

“ในปี 2475 รพินทรนาถได้ส่งสวามี สัตยานันทบุรี อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาปรัชญาและภาษาสันสกฤต เข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ ถึง 10 ปี ในฐานะทูตวัฒนธรรม สวามีสัตยานันทบุรีได้เรียนภาษาไทยกับหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และได้แสดงปาฐกถาเป็นภาษาไทยหน้าพระที่นั่งเรื่อง “The Origins of Buddhist Thought” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้สอนภาษาสันสกฤตที่นี่ด้วย และได้จัดตั้งธรรมาศรม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารตะ”

เนื่องในโอกาสสำคัญ ครบรอบ 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูล เมธีปราชญ์แห่งตะวันออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันเอเชียศึกษา เครือข่ายจุฬานานาชาติ ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถานทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย และ Indian Council for Cultural Relations ประเทศอินเดีย จึงได้จัดงานเฉลิมฉลองพร้อมทั้งเปิดตัวการดำเนินการจัดตั้งศูนย์อินเดียศึกษา (Indian Study Centre) ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจัดให้มีกิจกรรมการประชุมวิชาการระหว่างประเทศไทย-อินเดีย นิทรรศการและเสวนาวิชาการ

และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาในงานชุมนุมเสวนา 'รพินทรวิถี คือรพีในดวงมาน' เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ ได้ขับขานบทกวีนิพนธ์ 'หนึ่งร้อยห้าสิบปี รพินทรนาถ ฐากูร' คลอเคล้ากับการเขียนภาพ รพินทรนาถ ฐากูร โดย เทพศิริ สุขโสภา นักเขียนและจิตรกรอิสระ

ไม่ว่าในนิยาม หรือนามกรใด 'คุรุเทพ' 'เมธีปราชญ์' หรือชื่อ 'รพินทรนาถ ฐากูร' ก็พิสูจน์แล้วว่า รอยจารแห่งคุณค่าอันเป็นสารัตถะได้สลักหยั่งลึกถาวรเหนือกาลเวลา
เพราะท่านคือรพินทรวิถี คือรพีในดวงมานของคนทั้งโลกนั่นเอง

Life Style : Read & Write
วันที่ 3 กรกฎาคม 2554
By : bangkokbiznews.com

supreme

supreme Author Archives Joined: 19 Dec 2006 Posts: 727
PostPosted: Tue Aug 23, 2011 5:01 pm |Message| Post subject: เบื้องหลังการแปล 'สาธนา' กับ 'หิ่งห้อย' บังเอิญ/โลกกลม......Reply with quote

เบื้องหลังการแปล 'สาธนา' กับ 'หิ่งห้อย' บังเอิญ/โลกกลม/พรหมลิขิต?
โดย : ปริญญา ชาวสมุน



กว่าต้นร่างงานประพันธ์แห่งเมธีปราชญ์ 'รพินทรนาถ ฐากูร' จะมาสู่สายตานักอ่านชาวไทย 'การแปล' คือ หัวใจสำคัญ


ไม่ว่าต้นฉบับนั้นจะเขียนด้วยภาษาใด หรือใครเขียน ท้ายที่สุด...การแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาถิ่นต่างหากที่จะนำพาคนอ่านต่างสัญชาติให้กำซาบสุนทรียรสอันแท้จริงได้

ในบรรณพิภพ...ต้องยอมรับว่าวรรณกรรมระดับ 'คลาสสิค' ส่วนมากเป็นผลงานของนักเขียนชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นแถบทวีปใดก็ตาม นั่นหมายความว่า การรับรู้จึงถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่รู้ภาษาต่างประเทศเท่านั้น

หลายผลงานถูกแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาต่างๆ มากมาย เช่น ภาษาสากลอย่างอังกฤษ ซึ่งเป็นผลดีไม่น้อย เพราะคนไทยส่วนหนึ่งรู้ เข้าใจภาษาอังกฤษค่อนข้างดี ทว่าไม่ใช่ทั้งหมด !

ดังนั้น 'นักแปล' จึงเปรียบดั่งพจนานุกรมมีชีวิต ที่จะช่วยตีความถ้อยคำจนกระจ่างชัดแก่นักอ่าน หากแต่เป็นประพันธบทแห่งปราชญ์แล้วไซร้ การแปลย่อมเป็นภาระหนักที่ต้องแบกรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐที่ผู้อ่านและผู้ประพันธ์มอบให้

'ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล' และ 'อาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา' ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ทั้งสองท่าน ต่างก็เป็นนักแปลชั้นครูทั้งสองคน ไม่ใช่ด้วยวัยวุฒิระดับอาวุโสเกือบศตวรรษเท่านั้น แต่ด้วยคุณวุฒิซึ่งทั้งสองท่านสะสมบ่มเพาะทั้งชีวิต พิสูจน์ได้จากงานแปลคุณภาพทุกชิ้นที่ท่านทั้งสองรังสรรค์ไว้


0 ระวี ภาวิไล ผู้รับใช้คุรุเทพ
สำหรับ ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล นอกจากจะเป็นนักวิชาการด้านดาราศาสตร์ผู้บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์เป็นคนแรกๆ ของไทยแล้ว ยังมีผลงานประพันธ์และงานแปลด้านวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา วรรณกรรมและปรัชญามากมาย อาทิ ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน, สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ โดย รพินทรนาถ ฐากูร, ปีกหัก โดย คาลิล ยิบราน, อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ โดย ลูอิส คาร์รอลล์ ฯลฯ

หนึ่งในผลงานแปลที่อาจารย์ระวีชื่นชอบมาก คือ 'สาธนา : ปรัชญานิพนธ์' ประพันธบทแห่งคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูร แน่นอนว่าหากใครได้ยินกิตติศัพท์เล่าขานในงานของท่านรพินทรนาถแล้ว คงขยาดเกรงในเนื้อความอันหลบเร้น ยากแก่การเข้าใจ แต่สำหรับอาจารย์ระวีหาได้เกรงกลัวไม่ ท่านกลับสนุกสนานเพลิดเพลินกระทั่งประทับใจบทกวีสั้นๆ ซึ่งเคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ แม้เป็นเพียงบทกวีสั้นๆ แต่กลับดึงดูดให้อาจารย์ระวีประทับชื่อรพินทรนาถ ฐากูรไว้ในห้วงจำไว้นานนับกัปกัลป์พุทธันดร

"ผมเคยได้อ่านบทความของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ที่มีคนแปลลงหนังสือพิมพ์ บทกวีสั้นๆ นั้นนับว่าสั้นมาก ผมประทับใจ แต่จำไม่ได้ว่าเนื้อความว่าอย่างไร แต่ประทับใจเลยจำชื่อท่านได้" ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล บอกเล่าในงานเสวนา 'จากร้อยปี สู่ ร้อยห้าสิบปี ปรัชญานิพนธ์ สาธนา ฉบับภาษาไทย' และ 'หิ่งห้อย กับสองศิลปินแห่งชาติผู้รังสรรค์งานแปล' เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กระทั่งอาจารย์ระวีเข้าไปที่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ ท่านไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้รู้จักคุรุเทพแห่งโลกตะวันออกหลุดลอยไปหรือเป็นเพียงแค่ 'นักเขียนในดวงใจ' เท่านั้น ท่านจึงค้นหาหนังสือของรพินทรนาถ ฐากูร จนได้พบกับสาธนา หนังสือที่บรรจุบทกวีสั้นๆ บทเดิมซึ่งยังตรึงแน่นในหัวใจของอาจารย์ระวีมิคลาย

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ 'รักแรกพบ' ที่ได้หวนมาพบกันอีกครั้ง...

หลังจากอาจารย์ระวีหรือนายระวีในวัยหนุ่มขอยืมหนังสือสาธนาไป ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกๆ ครั้งที่เขาหยิบอ่านจะคัดลอกด้วยลายมือเก็บไว้ ลอกไปแปลไป...ทำเช่นนี้ประจำ

อาจารย์ระวีเล่าว่า "ในกรณีของสาธนานี้ ผมลอกไว้เป็นตอนๆ เพราะมีหลายตอน ถ้าเราไปเปิดดูจะพบว่ามีหลายตอน สมัยนั้นไม่มีเครื่องถ่ายเอกสาร ก็ขอยืมมาแล้วลอกไว้ด้วยลายมือ แต่ว่าไม่ได้ลอกทั้งหมด ยืมทีก็ลอกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ลอกก็นำมาแปล"

เมื่อสบโอกาสวันฉลองวันปิยมหาราช ทางสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดทำหนังสือ ชื่อ 'หนังสือมหาวิทยาลัย' อาจารย์ระวีจึงนำงานแปลสาธนาบางช่วงตอนไปลงพิมพ์ แม้จะลงได้เพียงปีละตอนเท่านั้น แต่ท่านก็ยังคงเดินหน้าแปลเรื่องสาธนาเก็บไว้...ทำเช่นนี้อยู่หลายปี กระทั่งได้หนังสือออกมา

เมื่อรวบรวมได้ครบถ้วนแล้ว หม่อมราชวงศ์อายุมงคล โสณกุล โอรสของพลตรี หม่อมเจ้าฉัตรมงคล โสณกุล และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน ได้พาอาจารย์ระวีไปถวายหนังสือเล่มนี้แก่หม่อมเจ้าธานีนิวัต หรือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร โดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าช่วงเวลานั้นตรงกับงานฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร และหม่อมเจ้าธานีนิวัตก็เป็นประธานจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ด้วย หม่อมเจ้าธานีนิวัตรับหนังสือไว้ไม่นานนักก็ตามอาจารย์ระวีไปพบและรับหนังสือคืน ปรากฏว่าหม่อมเจ้าธานีนิวัตแก้ไขข้อผิดพลาดบางประการให้ พร้อมทั้งเขียนบันทึกซึ่งกลายมาเป็นคำนิยมในหนังสือสาธนาด้วย จากบางช่วงตอนว่า

"อาจารย์ระวี ภาวิไล แห่งแผนกฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แปลปรัชญานิพนธ์ของ 'รพินทรนาถ ฐากูร' ชื่อ 'สาธนา' จากฉบับภาษาอังกฤษ แล้วนำมาขอให้ข้าพเจ้าอ่านเพื่อพิจารณา ข้าพเจ้าขอออกตัวว่าไม่เคยสนใจหรือสันทัดวิชาปรัชญาแม้แต่น้อย แต่โดยที่รู้จักชอบพอกันกับผู้แปล และนิยมในการที่ผู้แปลมีความสนใจกว้างขวางในวิชาความรู้ทั่วๆ ไป จึงได้อ่านดูอย่างลัดๆ ได้ช่วยแก้ไขถ้อยคำบ้างเล็กน้อย เห็นว่าเนื้อเรื่องเรียงไว้ดี สมควรพิมพ์ให้ได้ถึงมือบรรดาผู้สนใจในปรัชญานิพนธ์ของมหากวีรพินทรนาถ ฐากูร ความนิยมของข้าพเจ้ามีอยู่เป็นส่วนมากในตัวผู้แปล..."

0 'อุชเชนี' ราชินีนักแปล

ด้านอาจารย์ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี 2536 เจ้าของนามปากกา 'อุชเชนี' ผู้รจนาบทกวีอันไพเราะและทรงพลังตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มีผลงานทั้งประพันธ์และงานแปล อาทิ รวมบทกวีเรื่อง ขอบฟ้าขลิบทอง, บทกวีแปลจากกวีนิทานพื้นบ้านของจีนเรื่อง อัษมา, บทกวีแปลจากบทกวีของรพินทรนาถ ฐากูร เรื่อง หิ่งห้อย ฯลฯ

เรื่อง 'หิ่งห้อย' เป็นงานที่อาจารย์ประคิณแปลร่วมกับอาจารย์ระวี ซึ่งหากล่วงรู้ที่มาที่ไปของการได้มาพบกันระหว่างต้นฉบับและนักแปลแล้ว อาจคล้ายเป็นพรหมลิขิตเฉกเช่นเดียวกับกรณี 'สาธนากับอาจารย์ระวี'

เดิมทีอาจารย์ประคิณไม่เคยรู้จักบทกวีเรื่องนี้มาก่อน แต่เมื่อครั้งที่อาจารย์ระวี ภาวิไลจำต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย อาจารย์ระวีได้หอบหิ้วหนังสือระดับคัดสรรกองมหึมาฝากไว้กับอาจารย์ประคิณ และได้บอกทิ้งท้ายว่ากลับมาเมื่อไรจะมาเอาคืน โดยหารู้ไม่ว่าหนังสือเหล่านั้น คือหนังสือที่ทรงคุณค่ามากในสายตาของอาจารย์ระวี เพราะล้วนเป็นหนังสือชั้นเลิศทั้งสิ้น ที่อาจารย์ระวีเคยเปิดเผยว่าจะฝากไว้ได้เฉพาะกับผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด และบุคคลนั้นก็คืออาจารย์ประคิณ

ที่สำคัญ...นี่เป็นที่มาของการได้พบกันระหว่าง 'อาจารย์ประคิณและหิ่งห้อย'

"ก่อนที่อาจารย์ระวีจะไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศออสเตรเลีย ท่านได้เอาหนังสือมาฝาก แล้วบอกว่ากลับมาเมื่อไรจะมาเอาคืน ดิฉันเห็นว่าเป็นหนังสือดีทั้งนั้นเลย ได้นั่งดู พลิกไปพลิกมา ก็เจอหิ่งห้อย เล่มเล็กๆ มีข้อความสั้น เป็นคติพจน์ ซึ่งท่านรพินทรนาถ ฐากูรเขียนไว้เพราะมาก และยังไม่มีใครแปล ดิฉันอยู่ว่างๆ เมื่อไรคิดถึงหนังสือเล่มนี้ก็หยิบมาค่อยๆ แปลวันละเล็กวันละน้อยจนจบเล่ม ที่จริงไม่ค่อยหนาเท่าไร ทำได้เร็วพอสมควร ก็เก็บเอาไว้เฉยๆ"

อาจารย์ประคิณแปลเรื่องหิ่งห้อยเก็บไว้ได้ไม่นานนัก อาจารย์ระวีก็เดินทางกลับมา 'สัญญาต้องเป็นสัญญา' อาจารย์ประคิณได้นำหนังสือชั้นเยี่ยมเหล่านั้นคืนสู่อาจารย์ระวี และคล้ายการให้ดอกเบี้ยเมื่อรับฝาก อาจารย์ประคิณได้มอบต้นฉบับแปลเรื่องหิ่งห้อยแก่อาจารย์ระวีเป็นของแถม แต่อาจารย์ระวีหาได้พอใจในเนื้อความอันรุ่มรวยไม่ ตามวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่พออกพอใจกับเนื้อๆ เน้นๆ เสียมากกว่า

"ดิฉันนำหนังสือพวกนี้ไปคืน แล้วก็เอาต้นฉบับภาษาไทยไปให้ท่านด้วย ว่าดิฉันแปลออกมาเป็นแบบนี้ ท่านเอาไปอ่านก็ไม่ชอบใจ เพราะภาษาของชาวอักษรศาสตร์ก็รู้กันอยู่ว่าต้องฟุ่มเฟือย มีสร้อยมีอะไรประดับประดา ซึ่งชาววิทยาศาสตร์อย่างอาจารย์ระวีจะไม่ชอบ ท่านก็ตัดๆ จนเหลือความซึ่งกระชับมากและตรงกับภาษาอังกฤษ เสร็จแล้วท่านก็เอาไปให้ศึกษิตสยามตีพิมพ์ครั้งแรกในยุคนั้นเมื่อ พ.ศ.2517"

0 เส้นทาง 'นักแปล' กับ 'ต้นฉบับ'

สังเกตได้ว่าที่มาของผลงาน 'สาธนา' และ 'หิ่งห้อย' ฉบับแปลไทยนั้นคล้ายคลึงกันในนิยามหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะถูก 'กำหนด' มาแล้วว่า 'ใครคือคนแปล ?' แต่จะด้วยความบังเอิญหรือปาฏิหาริย์ไม่ทราบได้ หากมองให้ถ่องแท้แล้ว นักแปลชั้นครูทั้งสองท่านกลับมีจุดร่วมหนึ่งเดียวกันคือ ความรัก และสนใจในเนื้องานของรพินทรนาถ ฐากูร อันอุดมสรรพวิทยาทั้งองคาพยพ และต้องการสะท้อนถ่ายสู่ผู้อ่านด้วยภาษาซึ่งตนถักทอให้สมกับต้นฉบับแห่งเมธีปราชญ์

ในทางกลับกัน ปัจจุบันธุรกิจสิ่งพิมพ์คือสิ่งที่นำพานักแปลมาพบกับต้นฉบับ แม้ต้นฉบับนั้นจะไม่เคยผ่านหูผ่านตานักแปลที่ต้องรับหน้าที่นี้เลยก็ตาม กระทั่งส่งให้ 'นักแปล' กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ผู้รู้ภาษาต่างประเทศคว้าไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องมี 'พรหมลิขิต' ไม่ต้องมี 'บังเอิญ' ทุกอย่างถูกจัดสรรในกระบวนการผลิตหนังสืออยู่แล้ว

ต้นทางของการแปลหนังสือในยุคก่อนเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้วช่างเป็นเรื่องแตกต่าง ชนิดหน้ามือกับหลังมือ !

ในฐานะที่เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่ต้องร่วมงานกับนักแปลมากหน้าหลายตา ทั้งรุ่นเก่าเก๋าเกมไปจนถึงหน้าใหม่ไฟแรง มกุฎ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แสดงทัศนะว่า

"การเดินทางของหนังสือแต่ละเล่มไม่เหมือนสมัยนี้ เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์มาบอกว่าให้คนนั้นคนนี้แปล ก็เป็นเรื่องธุรกิจ มันก็เป็นการเดินทางของหน้าที่ ของการทำงาน แต่การเดินทางของต้นฉบับในสมัยนั้นไม่ใช่ มันเป็นคนละเรื่องเลย มันเป็นเรื่องอภินิหาร มันเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วแต่เราจะว่าเอา แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดมันก็เดินทางมาถึงวันนี้"

เมื่อห้าสิบปีที่แล้วในงานฉลองวาระชาตกาลของรพินทรนาถ ฐากูร หนังสือสาธนาฉบับแปลไทยของศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล รูปแบบหนังสือมือทำ ได้รับเกียรติให้จัดแสดงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ทว่าหลังจากนั้น สาธนาก็ได้สาบสูญไปจากการรับรู้ของคนทั่วไปอย่างบางเบา เพราะไม่ได้หายไปอย่างไร้ซึ่งร่องรอย การกลับมาจึงเป็นไปได้ !

มกุฎ อรฤดี กล่าวว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นความตั้งใจว่าจะใช้หนังสือพวกนี้เป็นการเปิดตัวสำนักพิมพ์ภารตะหรืออะไร เป็นความบังเอิญ จะอธิบายด้วยถ้อยคำอื่นหรือไม่ ไม่ทราบ บางคนอาจบอกว่าเป็นการดลบันดาล หรือถ้อยคำใดก็ตาม ผมไม่ทราบ แต่ว่าช่วงเวลานี่มันแปลก เวลาที่หนังสือหนึ่งเล่มปรากฏที่งานนั้น แล้วหายไป อยู่ดีวันดีคืนดี เราก็ได้ความจำกลับมาว่าหนังสือนั้นเคยปรากฏในงานนั้น ตอนนี้ครบร้อยห้าสิบปี ก็ควรจะปรากฏในงานนี้อีก ผมหวังว่ามันคงไม่ต้องรอถึงห้าสิบปีเพื่อที่จะพิมพ์ครั้งใหม่ (หัวเราะ)"

มาถึงตรงนี้...หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือคุณงามความดีของสาธนาและหิ่งห้อยนอกจากเป็นบทประพันธ์ของเมธีปราชญ์รพินทรนาถ ฐากูร และได้รับการแปลและเรียบเรียงโดยศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์สองท่าน หากได้เปิดหน้าหนังสือทั้งสองเล่มนี้แล้วคงหมดความสงสัยด้วยประการทั้งปวง

มกุฎเล่าให้ฟังว่าน่าแปลกที่ทำไมหนังสือทั้งสองเล่มนี้แม้จะเคยตีพิมพ์หลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่กลับขายไม่ได้ เหลือเยอะมากจนเอาไปถมที่ได้ (มุกตลก) จึงได้มานั่งทบทวนว่าเกิดจากอะไร ในกรณีของหิ่งห้อย พบว่าคนส่วนมากลงความเห็นว่า อ่านไม่รู้เรื่อง !

เมื่อมกุฎ อรฤดีพิจารณาถี่ถ้วนแล้วจึงพบสาเหตุความไม่รู้เรื่องนั้นว่าเกิดจากวรรคตอนที่ผิดเพี้ยนไป เมื่อวรรคตอนผิด ความเข้าใจจึงผิดตาม และกำลังดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์

"หลังจากที่เราศึกษาผลงานของท่านรพินทรนาถ แล้วอยากศึกษาเรื่องปรัชญานิพนธ์เราควรจะอ่านเล่มแรกซึ่งเปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่หยั่งลึกลงในดิน คือสาธนา ถ้าเราเริ่มอ่านสาธนาจนจบเล่มอย่างเข้าใจ เราจะอ่านเล่มใดของท่านก็ได้ในโลกนี้ที่ท่านเขียนไว้อย่างเข้าใจ อย่างไพเราะ เสมือนหนึ่งเราปลูกต้นไม้ไว้แน่นหนาดีแล้ว ลำต้นแข็งแรงดีแล้ว แล้วต้นก็งอกออกไป เป็นกิ่งเป็นก้าน ในที่สุดเราก็จะเห็นดอก ดอกที่อยู่ในลำต้นที่แข็งแรง และกิ่งก้านสีเขียว ดอกมันจะสมบูรณ์ เบ่งบานเต็มที่ตามเวลาของมัน อ่านไปเถอะ จะรู้สึกได้ว่ามันคือดอก ไม่ใช่ดินนะ แต่มันคือดอก มันคือสวย มันคืองามที่สุดเท่าที่เราจะหยิบฉวยได้ในเวลาอันสั้นๆ ภายในสามบรรทัดเท่านั้น เรารู้สึกอิ่มไปอีกนานเลย..."

ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล และ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา น่าจะเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีสำหรับนักแปลเลือดใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ 'ธุรกิจวรรณกรรมแปล' ตัวอย่างสำหรับนักแปลที่ต้องการรับดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐจากนักอ่าน

นี่คือบทพิสูจน์โดย 'รพินทรนาถ ฐากูร' คุรุเทพ และเมธีปราชญ์แห่งโลกตะวันออก ที่มอบผลงานอันลึกล้ำให้นักแปลได้ร่วมพิสูจน์

ถึงกับมีคำกล่าวหนึ่งจากมกุฎ อรฤดีว่า

"ศิลปินสองท่านนี้เหมาะสมที่สุดที่จะรับใช้งานของท่านรพินทรนาถ ฐากูร